พ่อ แม่ รังแก ฉัน



หลังจากกลับมาจากทำงานที่ชลบุรี ก็เห็นข่าวนี้ รู้สึกแย่มาก และขอใช้คำนี้ก็คงไม่แปลก " พ่อ แม่ รังแก ฉัน " มันเรื่องอะไรกันหรือ ก็ข่าวที่เด็กน้อยชาวอินโดนีเซีย วัย 2 ขวบ ที่สูบบุหรี่วันละ 40 มวน

รายละเอียดเกี่ยวกับ พ่อ แม่ รังแก ฉัน

  • เหยี่ือ ความมักง่ายวัย 2 ขวบนี้มีชื่อว่า Ardi Rizal
  • หนูน้อย Ardi Rizal ได้ลิ้มรสบุหรี่ ครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอายุ 18 เดือน
  • คนที่มักง่ายที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ พ่อของหนูน้อยที่มีอาชีพเป็นคนหาปลา ที่ฝึกให้หนูน้อยสูบบุหรี่ ( คงเหมือนเมืองไทยที่ พ่อขี้เมา ชอบเอา เบียร์ เหล้า ให้ลูกชิม )
  • ปัจจุบัน หนูน้อย Ardi Rizal สูบบุหรี่วันละ 40 มวน หากเขาไม่ได้สูบบุหรี่เขาจะมีอารมณ์เกรี้ยวกราด ขว้างปาสิ่งของ
  • ทำให้ คุณพ่อมักง่ายต้องเสียเงินวันละ 200 บาท/วัน เป็นค่าบุหรี่ให้หนูน้อย ( โดยพื้นที่นั้นมีค่าแรงขั้นต่ำวันละ 120 บาท/วัน )
  • หนูน้อย Ardi Rizal เป็นชาวเมือง Musi Banyuasin บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโนนีเซีย
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่มีสาระ หรือ น่าจดจำ มันเป็นเรื่องทุเรศๆ ของคนที่ขาดจิตสำนึก ขาดวุฒิภาวะ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ควรให้มันผ่านเลยไปเฉยๆ
เด็กนั้นเป็นผ้าขาว แล้ววันนี้ ครอบครัว และ สังคม จะย้อมเขาเป็น สีอะไร ?

ข้อมูลอ้างอิง พ่อ แม่ รังแก ฉัน เด็ก 2 ขวบสูบบุหรี วันละ 40 มวน

  • http://www.metro.co.uk/weird/827896-two-year-old-boy-who-smokes-40-cigarettes-a-day

นักโทษ ที่ ร่ำรวยที่สุดในโลก

Billionaire Convicts And Inmates นักโทษ ที่ ร่ำรวยที่สุดในโลก มันเข้า Concept ของ wowboom เสียเหลือเกิน กับอะไรที่มันที่สุดในโลก และ Admin DEN ก็อยากจะลงบทความนี้ใจจะขาด แต่ ก็ติดตรงที่จะไม่ลงเรื่องเกี่ยว กับ การเมืองให้ กวนใจ หมู่มวล พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน พ้อง สมาชิก อีก จึงขอทำ Link ให้เข้าไปอ่านกันเอาเอง นะครับ

ปล.โปรดอย่าดุด่าผมเลย ถ้าทำให้ขุ่นข้องหมองใจ ผมก็เป็นคน มี รัก มี ชอบ มี เกลียด เป็น ธรรมดา

<< นักโทษ ที่ ร่ำรวยที่สุดในโลก จาก Forbes.com >>

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ แปลกที่สุดในโลก



Mammal สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มนุษย์เองก็เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่อาจจะมีบางคนแย้งว่า มนุษย์ได้วิวัฒนาการ ข้ามไปสู่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน แล้วก็ตาม แต่นั้นก็ยังไม่แปลกสำหรับ wowboom และถ้าผมจะตั้งคำถามว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชนิดไหน ที่ออกลูกเป็นไข่ , เป็นสัตว์มีพิษ , สามารถอาศัยได้ทั้งบนบก และในน้ำ ติกต๊อกๆ ติกต๊อกๆ เฉลยเลยแล้วกัน ก็ ตุ่นปากเป็ด ไงครับ

รายละเอียดเกี่ยวกับ ตุ่นปากเป็ด

  • ตุ่นปากเป็ด( Platypus ) เป็นสัตว์ประจำถิ่นของออสเตรเลีย
  • ตุ่นปากเป็ดยังถูกเรียกอีกมากมายหลายชื่อ เช่น ตุ่นน้ำ(watermole) ปากเป็ด(duckbill) ตุ่นเป็ด(duckmole) และduck-billed platypus
  • ตุ่นปากเป็ดมีลักษณะรูปร่างที่แปลกประหลาด คือ มีรูปร่างคล้ายตัวนาก(แต่แบนกว่า) มีปากคล้ายเป็ด(แต่ยืดหยุ่นคล้ายยาง) มีหางแบนคล้ายตัว บีเวอร์(แต่ใช้เพื่อควบคุมทิศทางในการว่ายเท่านั้น ส่วนบีเวอร์ใช้โบกไปมาเพื่อเคลื่อนที่)
  • ตุ่นปากเป็ด มีมือ และเท้าเป็นพังพืด ที่จะกางออกเมื่ออยู่ในน้ำเพื่อใช้ว่ายน้ำ แต่จะหุบเก็บเวลาเดินอยู่บนบก
  • บริเวณเท้าหลังของตุ่นปากเป็ด จะมีเดือย ที่ มีรูตรงกลางเชื่อมไปยังต่อมพิษ แต่พิษนั้นไม่ร้ายแรงพอจะทำให้มนุษย์เสียชีวิต
  • ตุ่นปากเป็ดมีท่าเดินบนบกที่แปลกประหลาด ต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป คือ เดินขากางออกนอกลำตัว คล้ายสัตว์เลื้อยคลาน(ลองนึกถึงจระเข้เดิน) ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะเดินขาขนาดลำตัว(ลองนึกท่าเดินของ น้องหมา)
  • ตุ่นปากเป็ด เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงไม่กี่ชนิดที่ออกลูกเป็น ไข่
  • ตุ่นปากเป็ด ยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีจำนวนโคโมโซมเพศ มากที่สุด ถึง 10 แท่ง โดยมนุษย์มีเพียง 2 แท่ง ( XY เป็นเพศชาย , XX เป็นเพศหญิง)
  • ตุ่นปากเป็ด มีวิธีหาอาหารที่แปลกคือ ใช้ปากคุ้ยพื้นดิน แล้วใช้ประสาทสัมผัสในการตรวจหาคลื่นไฟฟ้า จากเหยื่อที่ปล่อยออกมา
คลังรูปภาพ ตุ่นปากเป็ด



ตุ่นปากเป็ดเหมือนพวกสัตว์เลื้อยคลาน คือมีพิษ เหมือนพวกนก คือ ออกลูกเป็นไข่ และเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คือ ที่อยู่อาศัย การเลี้ยงลูกอ่อนด้วยนมแม่


ดูหน้ากันจะๆ ของตุ่นปากเป็ด สิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการที่ แตกต่าง และไม่เหมือนใคร ในโลกนี้


เท้าหลังจะมีเดือยพิษอยู่ 1 คู่ แต่พิษไม่รุนแรงพอจะสังหารมนุษย์

บทความเกี่ยวกับ ตุ่น


ข้อมูลอ้างอิง ตุ่นปากเป็ด

  • http://www.environmentalgraffiti.com/news-strangest-mammal-earth << อ้างอิงในส่วน เนื้อหา >>
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Platypus << อ้างอิงในส่วน เนื้อหา >>
  • http://hawtaction.com/2008/06/terra-platypus.html << อ้างอิงในส่วน รูปภาพ >>
  • http://mrbarlow.wordpress.com/2008/05/11/instructions-for-a-platypus/ << อ้างอิงในส่วน รูปภาพ >>

คำถามคาใจ ทำไม พระจันทร์ เดิ๋ยวเล็ก เดิ๋ยวใหญ่



Admin DEN มีคำถามคาใจมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย ว่าทำไมพระจันทร์ ตอนอยู่อยู่ชิดขอบฟ้าจึงดูใหญ่กว่าตอนที่อยู่อยู่กลางศีรษะ และทำไมบางวันก็ดูใหญ่ผิดปกติกว่าทุกวัน ยิ่งคิดก็ยิ่ง งง จะงงไปทำไม ไปหาคำตอบกันดีกว่า

สาเหตุ 1 คือเราคิดไปเอง เราถูกสมองของเราเองแหกตา

บ้าหรือเปล่า! ที่บอกว่าเราคิดไปเอง เราถูกสมองของเราเอง แหกตา ว่าพระจันทร์ใหญ่ขึ้น หรือ เล็กลง ใครๆทั่วทั้งโลกเขาก็เห็นอย่างนั้น ครับ Admin DEN พูดจริงเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง ที่สามารถอธิบายได้ด้วย ภาพลวงตาของพอนโซ(Ponzo Illusion)


ภาพลวงตา ของ พอนโซ ขออธิบายแนวคิดของ พอนโซ ด้วยรางรถไฟ
  • เส้นขวางสีดำ แทน ไม้หมอนรางรถไฟ
  • เส้นตั้งสีดำปลายด้านบนสอบเข้า แทน เหล็กรางรถไฟ
  • การมองเห็นของเรา ขนาดของวัตถุ จะแปรผันกับ ระยะทาง คือ ระยะไกลวัตถุจะเล็กลง ระยะใกล้วัตถุจะใหญ่ขึ้น
  • ทำให้เมื่อเรามอง เหล็กรางรถไฟ(สภาพจริงในธรรมชาติ) เราจะเห็น เหล็กรางรถไฟที่ไกลออกไปเริ่ม หุบเข้าเรื่อยๆตามระยะทางที่ไกลออกไป
  • แต่ เมื่อเราจะเขียนภาพ เหล็กรางรถไฟลงในกระดาษให้เหมือนภาพในธรรมชาติ เราจึงมีความจำเป็นต้องเขียนเส้นรางรถไฟ มีลักษณะเอียงเข้าหากันแทน (ทั้งๆที่ไม่มีผลเกี่ยวกับระยะทางมาเกี่ยวข้อง)
  • ฉะนั้นเมื่อเราเขียนเส้นสีเหลือง 2 เส้นที่มีความยาวเท่ากัน ลงไประหว่างเส้นรางรถไฟ สมองของเราจะตีความว่า เส้นสีเหลืองด้านบนนั้น ยาวกว่า เนื่องจากเส้นสีเหลืองนั้นยาวเลยออกมาจากเหล็กรางรถไฟเสียอีก ในทางตรงกันข้าม เส้นสีเหลืองด้านล่างกับสั้นกว่าจนมีช่องว่างระหว่างรางรถไฟอีกตั้งเยอะ
แล้วเราสามารถนำหลักการของ ภาพลวงตา ของ พอนโซ มาอธิบายว่า ทำไม เมื่อพระจันทร์อยู่ในแนวราบจึง ดูใหญ่กว่าตอนอยู่ตรงกลางศีรษะ
  • ประเด็นแรกพระจันทร์ ขนาดเท่าเดิม ไม่ว่าจะวันใด คืนใด ( เหมือนเส้นสีเหลืองใน ภาพลวงตาของ พอนโซ ที่ยาวเท่ากัน )
  • เมื่อเราเห็นแหงนดูพระจันทร์ที่อยู่กลางศีรษะเรา เราจะคิดว่ามันอยู่ใกล้ เพราะว่ามันอยู่ตรงหัวเรา (ไม่มีผลของระยะทางในแนวราบมาเกี่ยวข้อง)
  • แต่เมื่อเรามองดูพระจันทร์ที่อยู่ในแนวราบ สมองจะรู้สึกว่าพระจันทร์อยู่ไกลออกไป เพราะมีผลจากระยะทางในแนวราบมาเกี่ยวข้อง
  • เนื่องจากสมองของเรามีการเปรียบเทียบระยะทาง ของ ดวงจันทร์ กับวัตถุต่างๆรอบตัวเรา เช่น เมื่อพระจันทร์อยู่ตรงหัว ระยะในแนวราบเท่ากับ ศูนย์ แต่ถ้าอยู่ในแนวเราจะเห็นว่าพระจันทร์อยู่ไกล กว่า ต้นไม้ต้นนั้น อยู่ไกลกว่าภูเขาลูกนู้น เป็นต้น
  • ทั้งแล้วทั้งปวง นี้ทำให้สมองถูกหลอก ว่า พระจันทร์ที่อยู่ในแนวราบ ดูใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ตามแนวคิดของ ภาพลวงตาของ พอนโซ

ภาพนี้ Admin DEN ทำขึ้นมา โดยใช้ โลโก้ของ wowboom สองรูปที่มีขนาดเท่ากันทุกประการมา แปะ ลงบนภาพพื้นหลังที่เป็นโถงทางเดิน เพื่อนๆคงเห็นว่า โลโก้อันบนมีขนาดใหญ่กว่า โลโก้อันล่าง (ทั้งๆที่มันมีขนาดเท่ากัน ใช้หลักการเดียวกันกับ ภาพลวงตาของ พอนโซ )

สาเหตุที่ 2 พระจันทร์ไม่ได้โคจร เป็นวงกลม

คราวนี้ถ้าพระจันทร์อยู่ตำแหน่งเดียวกัน ทำไม พระจันทร์จึงมีขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ก็เนื่องจากสาเหตุที่พระจันทร์ไม่ได้โคจรรอบโลก เป็น วงกลม แต่โคจรรอบโลก เป็น วงรี
  • พระจันทร์ใช้เวลาในการโคจรรอบโลกประมาณ 30 วัน
  • ปรากฏการณ์นี้ที่พระจันทร์ใหญ่ขึ้นเนื่องจากโคจรเข้าใกล้โลก และวันนั้นเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เรียกว่า Moon perigee
  • โดยระยะทางจากโลก ถึง ดวงจันทร์เมื่อโคจร ไกล โลกมากที่สุด มีระยะทาง 405,696 กิโลเมตร
  • โดยระยะทางจากโลก ถึง ดวงจันทร์เมื่อโคจร ใกล้ โลกมากที่สุด คือ 363ม104 กิโลเมตร
  • เมื่อพระจันทร์โคจรใกล้โลก พระจันทร์จะมีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 14% และสว่างขึ้น 30%

อธิบายภาพ สุดครึ่งวงกลมสีฟ้า คือโลก เส้นสีขาวทรงรีคือเส้นวงโคจรของดวงจันทร์ ส่วนรูปครึ่งวงกลมสีขาว 2 อันด้านขอบซ้าย และขาว คือดวงจันทร์ที่เวลาต่างๆกัน


รูปนี้เปรียญเทียบให้เห็น ว่าเมื่อพระจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2005 จะเห็นว่าพระจันทร์ใหญ่ขึ้น กว่าวันที่พระจันทร์โคจรไกลโลกในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2005
สบายใจจัง! ปริศนาคลี่คลาย ไปอีก 1
ข้อมูลอ้างอิง คำถามคาใจ ทำไม พระจันทร์ เดิ๋ยวเล็ก เดิ๋ยวใหญ่

  • http://news.nationalgeographic.com/news/2010/01/100129-biggest-full-moon-2010-mars/
  • http://blogs.discovermagazine.com/badastronomy/2010/05/13/why-does-the-moon-look-so-huge-on-the-horizon/
  • http://www.timesonline.co.uk/tol/news/weather/article5327206.ece
  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1094097/Over-moon-The-lunar-spectacle-bigger-brighter-missed-it.html
  • http://www.pnas.org/content/97/1/500.full

หมวกพระเจ้าเฮนรี่ ที่ 8



Armor เกราะ นั้นเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ป้องกันตัว ของ เหล่าอัศวิน ชุดเกราะของเหล่าอัศวินชั้นสูง จะมีความหรูหรา งดงาม กว่าทหราเลวทั่วไปมากมาย แล้วลองจินตนาการหากเป็น ชุดเกราะของกษัตริย์ อย่างพระเจ้าเฮนรี่ ที่ 8 แห่งอังกฤษ มันคงจะต้องงดงามมากทีเดียว แต่ ไปไงมาไงมันจึงดูไม่จืดเช่นนี้
  • จะว่าหรูหรา สง่างาม นั้นไม่ใช่แน่นอน
  • จะว่าดุดัน น่าเกรงขาม ก็คงไม่ใช่อีก
  • พระเจ้าเฮนรี่คงกะว่าถ้าประดาบกับ ใคร ฝ่ายตรงข้ามคงหัวเราะท้องแข็งตกม้าตาย ก็ไำด้มั้ง
  • หมวกนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Royal Armouries ที่ Leeds
ข้อมูลอ้างอิง หมวกพระเจ้าเฮนรี่ ที่ 8

  • http://kikistrikeny.blogspot.com/2009_02_01_archive.html

คนสุดขีด มนุษย์ปริศนาจิ๊กซอว์

คนสุดขีด มนุษย์ปริศนาจิ๊กซอร์

The Enigma มนุษย์ปริศนา เป็นอีกหนึ่ง คนสุดขีด ที่ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักรูปจิ๊กซอว์ และจากการแสดงบางอย่างของเขาในการปรากฏตัวทำให้เขา ขึ้นสู่ทำเนียบคนสุดขีด

ประวัติ และรายละเอียดของ ดิ อีนิกม่า


  • ดิ อีนิกม่า เป็นฉายาของเขา ซึ่งแปลว่า ปริศนา
  • เรามีชื่อจริงว่า Paul Lawrence เป็นนักแสดงโชว์ และนักดนตรี
  • ทั่วร่างกายสัก ด้วยลาย ตัวต่อจิ๊กซอว์
  • บนหน้าผากมีการฝังซิลิโคน เป็นรูปเขา โผล่มา 2 อัน
  • ใบหูมีการตัด แต่งจนเป็น กลีบอะไรซักอย่างเหมือนผักถูกหนอนแทะ
  • ตามร่างกายมีการเจาะเพื่อ ใส่ห่วงจำนวนมาก wowboom
  • เขาเริ่มต้นสักตามร่างกายครั้งแรกเมื่อ 20 ธันวาคา 1992 กับช่างสักหญิงที่ชื่อว่า Katzen the Tiger Lady ซึ่งต่อมาเขาได้แต่งงานด้วย และปัจจุบันเป็นอดีตเมีย
  • และในงานเทศกาลรอยสักนานาชาติ ที่ชื่อว่า Inka Tattoo Festival ในเมืองลิม่า( Lima ) ในปี 2007 เขาได้แสดงโชว์ เอาค้อนตอก ตะปู ยัดเข้ารูจมูก จนเป็นที่จดจำของผู้พบเห็น
คลัง รูปภาพ คนสุดขีด มนุษย์ปริศนา จิ๊กซอว์ ( The Enigma )

รอยสักรูปจิ๊กซอร์
รอยสักรูปจิ๊กซอว์ ทั่วร่างกาย เขาสองอัน และการตอกตะปูยัดเข้าจมูก คือ สัญลักษณ์ของเขา ดิ อีนิกม่า

ตัดแต่งใบหู
หญิงสาวทางซ้ายคือ Katzen the Tiger Lady ช่างสักที่สักลายให้แก่ ดิ อีนิกม่า ซึ่งสักกันไปสักกันมาถึงไหนต่อไหนจนกลายเป็นภรรยาในที่สุด และสักกันอีกท่าไหน ตอนหลังเลยเป็นแค่อดีตเมีย ก็ไม่รู้สิ

สักจนได้เมีย เป็นนางเสือสาว
ดูหูเขาสิ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี เหมือนผักไม่ฉีดยาฆ่าแมลง แล้วถูกหนอนแทะ จะไม่เรียกว่าเขาเป็น 1 ใน คนสุดขีด ของ wowboom คงไม่ได้แล้ว

ข้อมูลอ้างอิง คนสุดขีด มนุษย์ปริศนา จิ๊กซอว์ ( The Enigma )

  • http://en.wikipedia.org/wiki/The_Enigma
  • http://www.daylife.com/photo/08k7gRh8ry9UP
  • http://www.prickmag.net/enigmafeature.html

สถิติเสี่ยงตาย กินเนสบุ๊ค กลืนเครื่องสกัดถนน

สถิติเสี่ยงตาย กินเนสบุ๊ค กลืนเครื่องสกัดถนน

Swallow Demolition Hammer กลืนเครื่องสกัดถนน ,มันเป็นการทำสถิติที่เสี่ยงตายมาก เนื่องจาก Admin DEN ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้าง ผมรู้ดีว่าเครื่องสกัดตัวขนาดนี้ แม้แต่คอนกรีตยังพังป่นบี้ ไม่น่าเชื่อว่าเนื้อหนังมนุษย์เราจะทานทนได้ (โดยเขากล่าวอ้างว่ากลืนทั้งๆ เปิดเครื่องทำงาน แต่ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อ )

ข้อมูลเพิ่มเติม กับ สถิติเสี่ยงตาย

  • สร้างสถิติโดยการกลืนของหนัก
  • ผู้ทำสถิติคือนาย Thomas Blackthorne ชาวอังกฤษ
  • สิ่งของที่กลืนไว้ในลำคอ คือ เครื่องเจาะถนนยี่ห้อ Dewalt รุ่น D25980 น้ำหนักเครื่อง 38 กิโลกรัม
  • ดอกสกัดเส้นผ่านศูนย์กลาง 23 มิลลิเมตร
  • กลืนไว้นาน 3 วินาที
  • ที่สำคัญตอนทำสถิติ เครื่องเจาะถนน เปิดเดินเครื่องอยู่ (เขาว่านะแต่ผมไม่ค่อยจะเชื่อ ว่าจะทำได้โดยไม่มี Trick อะไร)
  • ทำสถิติกินเนสบุ๊ค ไว้ที่เมืองโคโลญจน์ (Cologne) ประเทศเยอรมัน(Germany) ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2007
ข้อมูลอ้างอิง สถิติเสี่ยงตาย กินเนสบุ๊ค กลืนเครื่องสกัดถนน

  • http://www.telegraph.co.uk/news/picturegalleries/howaboutthat/2976278/Weird-world-records-bizarre-entries-in-the-Guinness-Book-of-World-Records.html?image=2

สถิติฮาๆ กินเนสบุ๊ค แข่งวิ่งม้าเร็วที่สุดในโลก

สถิติฮาๆ กินเนสบุ๊ค แข่งวิ่งม้าเร็วที่สุดในโลก

Pantomime horse เป็นการละเล่นที่จะให้ผู้เล่น 2 คน สวมชุดม้าโดยคนแรกจะเป็นขาหน้า และหัวม้าสามารถมองเห็นทางได้ คนที่สองจะเป็นขาหลัง และลำตัวม้า โดยจะต้องก้มตัวจับเอวคนแรกไว้ การเล่นก็ง่ายเมื่อพร้อมก็วิ่งแข่งกัน

ข้อมูล สถิติแปลกๆ แข่งวิ่งม้า

  • เจ้าของสถิติคือ ชายหนุ่ม 2 คน นามว่า Charles Astor(เป็นส่วนหัวและขาหน้า) และ Tristan Williams(เป็นลำตัวม้า และขาหลังของม้า)
  • วิ่งแข่งในระยะทาง 100 เมตร
  • ทำเวลาได้ 13.51 วินาที
  • ทำสถิติไว้ที่โรงเรียน Harrow School เมือง Middlesex ในวันที่ 18 สิงหาคม 2005
ข้อมูลอ้างอิง แข่งวิ่งม้าเร็วที่สุดในโลก (Fastest pantomime horse)

  • รูปภาพโดย : Richard Bradbury/Guinness World Records
  • http://www.telegraph.co.uk/news/picturegalleries/howaboutthat/2976278/Weird-world-records-bizarre-entries-in-the-Guinness-Book-of-World-Records.html?image=9

กบ บินได้



Frog กบ เป็น สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป แต่ ธรรมชาติก็มีสิ่งที่ทำให้เราต้องประหลาดใจอยู่บ่อย เมื่อ กบ บางชนิดกับทิ้งแหล่งน้ำขึ้นไปอาศัยบนต้นไม้ แต่ต้องประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อมี กบ บางสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการ จนสามารถเคลื่อนที่ ถลาร่อน ไปในอากาศ ระหว่างต้นไม้ หรือ พื้นดินได้อย่างคล่องแคล่ว

รายละเอียด เกี่ยวกับ กบบินได้

  • กบบินได้ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ กบบินเวลเลส (Wallace's Flying Frog) และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rhacophorus nigropalmatus
  • โดย Wallace นั้นเป็นชื่อที่ตั้งให้เพื่อให้เป็นเกียรติ แก่ นักธรรมชาติวิทยา ชาวอังกฤษ นามว่า Alfred Russel Wallace ผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้บรรยายถึงสายพันธุ์นี้อย่างเป็นทางการ ใน ปี 1869
  • กบบินเวลเลส มีถิ่นที่อยู่อาศัยใน ป่า ของประเทศมาเลเซีย และ เกาะบอร์เนียว(ฺBorneo)
  • กบบินเวลเลส มีลำตัวสีเขียวสด และสีเหลืองบริเวณด้านข้างลำตัว มีความยาวประมาณ 10 เซ็นติเมตร
  • กบบินเวลเลส กินแมลงเป็นอาหารหลัก
  • กบบินเวลเลส ใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่บนต้นไม้ ยกเว้นเพียงการผสมพันธุ์ และวางไข่ เท่านั้นที่ยังปฏิบัติกิจ ในน้ำอยู่
  • เมื่อ กบบินเวลเลส ถูกคุกคาม หรือ กำลังไล่ล่าเหยื่อ พวกมันจะกระโดดออกจากต้นไม้ แล้ว กางนิ้วเท้าทั้ง 4 ที่มีพังพืดออก เพื่อจับอากาศ เพื่อช่วยในการพยุงตัวในการ ร่อนตัว ไปต้นไม้ต้นอื่น หรือ ลงพื้นดิน
  • กบบินเวลเลส สามารถ ร่อน ได้ไกลกว่า 15 เมตร
  • กบบิน มีปุ่มนิ้วเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่า กบทั่วไป เพื่อใช้ในการรองรับแรงกระแทรก เมื่อกระทบพื้น และช่วยในการยึดเกาะพื้นผิวที่กระโดดเกาะ
ข้อมูลอ้างอิง กบบินได้

  • http://animals.nationalgeographic.com/animals/amphibians/wallaces-flying-frog/ << อ้างอิงในส่วนเนื้อหา >>
  • http://www.wildborneo.com.my/photo.php?f=cld07092006.jpg&k=gliding&p=1&i=1 โดยช่างภาพ Ch'ien C. Lee << อ้างอิงในส่วน รูปภาพ >>

ขอลาไปปฏิบัติงานในทางลับ ซัก 7 วัน



หลังจากนอนอยู่บ้านเป็นเวลา 9 วัน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 - 23 พฤษภาคม 2553 จากเหตุคนพาลบุกเผาเมือง พอเปิดงานมาปุ๊บผมต้องออกไปทำงานที่ ชลบุรี 7 วัน อาจจะไม่ได้เข้ามาพูดคุย ตอบ Comment ซักพัก แต่ไม่ต้องห่วง ผมได้ Up บทความไว้ล่วงหน้าแล้วเรียบร้อย จึงมีบทความให้อ่านทุกวันเหมือนเดิม

พอดีวันนี้มีคนถามว่าต้องการใส่ชื่อลงใน Comment ต้องทำอย่างไร


ครับง่ายสุด ก็ทำการเลือก ในส่วนแสดงความคิดเห็นในฐานะ : ชื่อ/URL
  • ในช่อง ชื่อ : ก็ใส่ชื่อที่ต้องการลงไป
  • ในช่อง URL : ถ้ามีเว็บไซค์ต้องก็กรอกลงไปได้ครับ หรือจะไม่กรอก็ได้
  • เสร็จแล้วก็กดปุ่ม "ดำิเนินการต่อ"
  • เสร็จก็กดปุ่มส่งข้อความ
  • จะมีกรอบ Pop up ยืนยันว่าคุณไม่ใช่ Spam เด้งขึ้นมาตามภาพด้านล่าง

ในช่องที่มีรูปรถเข็นสีฟ้าเล็ก ให้พิมพ์ข้อความตามตัวหนังสือสีแดงลงในช่อง แล้วกดปุ่ม "ส่งข้อความ" เป็นอันแล้วเสร็จ

กรณีคุณมีบัญชีอื่นก็เลือกตามนี้

กรณีมี Email ของ gmail ในส่วนช่องแสดงความคิดเห็นฐานะ : บัญชีผู้ใช้ Google จะมีหน้า login ของ gmail ขึ้นมาก็ login เข้าไป

งูบินได้



Flying Snake งูบิน ฟังดูอาจจะเป็นเหมือนนิยาย แต่พวกมันก็มีอยู่จริงในป่าทางใต้ ของ เอเซีย แต่โดยความจริงการที่จะเรียกว่า พวกมันบินได้นั้นไม่ค่อยถูกต้องมากนัก ควรจะเรียกว่าพวกมัน ร่อน น่าจะถูกต้องกว่า

รายละเอียดเกี่ยว กับ งูบิน

  • งูต้นไม้บิน(Flying Tree Snakes) พวกมันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Chrysopelea
  • งูบิน มี 5 สายพันธุ์ สามารถพบได้ทางตะวันตก ของ อินเดีย ไปถึงอินโดนีเซีย
  • งูบิน สายพันธุ์เล็กจะมีความยาวร่างกายประมาณ 0.60 เมตร ส่วนสายพันธุ์ใหญ่จะมีความยาวประมาณ 1.2 เมตร
  • งูบินเป็นงูพิษระดับปานกลาง ไม่รุนแรงพอที่จะทำให้ มนุษย์เสียชีวิต
  • งูบินกินสัตว์เล็ก พวก กิ่งก่า กบ นก
  • งูบินสามารถร่อนได้ไกล เกือบ 100 เมตร
งูบิน มีกลไกในการร่อนเช่นไร

  • นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาว่า ทำไม สัตว์ที่มีลำตัวยาวเรียวไม่มีแม้แต่แขนขา จึงสามารถ ร่อนไปในอากาศได้
  • งูบินจะเลื้อยไปสู่จุดปลายสุดของกิ่งไม้ แล้วทำการห้อยตัวอย่างหลวมๆ เป็นรูปตัว J โดยหันหัวไปในตำแหน่งที่ต้องการจะ ร่อน ไป
  • พวกมันจะใช้ร่างกายส่วนร่างผลักตัวออกจากกิ่งไม้
  • ขณะอยู่ในอากาศ งูบินจะปรับรูปทรงร่างจาก เดิมที่จะมีรูปร่างเป็นเส้นกลม จะเว้าร่างกายเป็นรูปตัว C และลีบแบน โดยมีความกว้างของร่างกายเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ด้วยรูปทรงนี้ร่างกายของมันจะสามารถกักอากาศได้ีดีขึ้นอย่างมาก
  • ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นรูปตัว S เลื้อยขึ้นลงไปด้านหน้า
บทความที่เกี่ยวข้องกับ งู

ข้อมูลออ้างอิง งูบิน

  • http://animals.nationalgeographic.com/animals/reptiles/flying-snake.html
  • http://www.environmentalgraffiti.com/animals/news-deadliest-snakes-air-land-and-sea

เพลิงลึกลับ คดีปริศนา คนไฟลุก



Spontaneous human combustion หรือเรียกสั้นว่า " SHC " เป็นชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ที่ ร่างกายมนุษย์เกิดการลุกไหม้ ขึ้นเองโดยปราศจากแห่งความร้อนภายนอก ตลอดระยะเวลา 300 กว่าปีที่ผ่านมานี้มีเหตุการณ์ SHC เกิดขึ้นแล้วกว่า 200 เคส

สิ่งที่เหลือไว้เป็น ปริศนา SHC

  • ร่างกายของผู้เคราะห์ร้าย จะเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นเอง (แต่จากการชันสูตร ของเคสที่เกิดในปัจจุบัน ไม่มี เคสใดที่อยู่ๆร่างกายมนุษย์ จะติดไฟขึ้นเอง ทำให้เข้าใจว่า ในสมัยก่อนอาจจะเกิดจาก การชันสูตรที่ไม่ถี่ถ้วน ละเอียดรอบคอบ)
  • เหตุการณ์มักจะเกิดขึ้นภายในที่พัก ของ ผู้เคราะห์ร้ายเอง
  • โดยมาก ร่างกาย และศีรษะจะเกิดเพลิงลุกไหม้เสียหายอย่างรุนแรง แต่ แขน ขา เฟอร์นิเจอร์ และสภาพภายในห้อง โดยมากจะแทบจะไม่ได้รับความเสียหายเลย
  • ในบางกรณีมีการบันทึกในรายงานการสืบสวนว่า ภายหลังจากการเข้าชันสูตร มีรายงานว่าภายในห้องจะพบกลิ่น แปลกๆที่มีลักษณะ หอมหวาน
  • บ้างมีการพบคราบน้ำมัน บนเฟอร์นิเจอร์ บนผนัง
  • ในกรณีที่หายากยิ่งพบว่า ถึงแม้ร่างกายศพจะถูกเพลิงเผาไหม้เป็นจุล แต่อวัยวะภายใน แทบจะไม่ได้รับความเสียหายเลย
สมมุติฐาน ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ SHC

มี สมมุติฐาน จำนวนมากที่กล่าวถึงการเกิด SHC แต่มันก็ยังมีข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ สมมุติฐานนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน
  • สมมุติฐาน ก๊าซมีเทน (เป็นก๊าซที่เกิดจากการย่อยสลาย ของ สารอินทรีย์) ในลำไส้ เกิดการลุกติดไฟโดย เอ็นไซค์(Enzymes) แต่ จากสภาพศพ ก็มีข้อขัดแย้ง กับ สมมุติฐานนี้่ คือ ศพเกือบทั้งหมดจะมีลักษณะเกิดเพลิงลุกไหม้จากภายนอก เข้าไปด้านใน มิใช่การลุกไหม้จาก อวัยวะในร่างกายออกมาด้านนอก ตามสมมุติฐาน
  • สมมุติฐาน ขี้เมา สิงฆ์อมควัน เมื่อดื่มสุราอย่างหนัก แล้วสูบบุหรี่ แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่า ปริมาณเอธิลอัลกอฮอล์(Ethanol)ในเลือดต้องมากถึง 23% ถึงจะทำให้มนุษย์เกิดเพลิงลุกติดไฟได้ แต่ในความเป็นจริงเพียงแค่มีปริมาณเอธิลอัลกอฮอล์ในเส้นเลือด มากกว่า 0.40% ก็มีผลทำให้มนุษย์เสียชีวิต จากพิษแอลกอฮอล์ แล้ว
  • สมมุติฐาน ไฟฟ้าสถิต จากเสื้อผ้าที่สวมใส่เสียดสีกัน แล้วเดินผ่านพรม นอนลงที่ผ้าปูที่นอน นั่งบนโซฟาทำให้เกิดการประกายไฟขึ้น แต่ก็มีข้อใต้แย้งว่า ประกายไฟจากสมมุติฐานนี้น้อยกว่า 1 จูล แต่ประกายไฟจากไฟฟ้าสถิตที่มากพอจะให้เสื้อผ้าลุกไหม้ต้องมากถึง หลายพัน โวลต์
หากสมมุติฐานเหล่านี้ ไม่ใช่สาเหตุ แล้วอะไรที่ทำให้เกิด SHC

หากมันไม่ใช่การลุกไหม้ขึ้นเอง แล้วอะไรที่สามารถอธิบายสภาพศพ ต่างๆที่เกิดขึ้น มีนักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายด้วย ผลแบบไส้เทียนไข (Wick effect)
  • เมื่อผู้เคราะห์ร้ายเกิดหมดสติ จากการ ดื่มสุรา กินยานอนหลับ ขาดออกซิเจน หรือสาเหตุอื่นใดก็ตาม
  • โดยก่อนหมดสติ ผู้เคราะห์ร้ายกำลังทำกิจกรรม อะไรบางอย่างเช่น สูบบุหรี่ ทำครัว รีดผ้า อยู่ใกล้เผาผิง หรือ แหล่งความร้อนอื่นๆ
  • สมมุติฐานนี้ เปรียบ ร่างกายของผู้เคราะห์ร้าย เหมือน เทียนไข
  • เมื่อไขมันในร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือน ไขเทียน(น้ำตาเทียน)
  • เมื่อเสื้อผ้า และเส้นผมเปรียบเสมือนไส้เทียน
  • เมื่อไขมันไหลซึม ละลายออกมาเนื่องจากความร้อนที่ลุกไหม้เสื้อผ้า ไขมันเหล่านี้จะไหลซึมเข้าสู่เสื้อผ้า เกิดการลุกไหม้อย่างช้า ไปเรื่อยตราบนานเท่านาน เท่าที่ยังมีไขมันไหลออกมาเติม (คล้ายการลุกไหม้ของเทียนไข)
  • ด้วยโมเดลนี้ร่างกายสามารถ ไหม้อย่างช้าจนเป็นเถ้าถ่าน โดยที่แขน ขา ที่ไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก

ช่วงแรก เมื่อผู้เคราะห์ร้ายเกิดหมดสติ แล้วเสื้อผ้าเกิดลุกติดไฟจาก บุหรี่ หรือ แหล่งความร้อนอื่นใดซักอย่าง


ช่วงที่ 2 ความร้อนที่เกิดจากการลุกไหม้บนเสื้อผ้า ได้ละลายไขมันภายในร่างกายออกมา และเสื้อผ้าก็จะดูดไขมันเหล่านั้นไว้ แล้วค่อยๆลุกไหม้ไปอย่างช้า (ปรากฏการณ์นี้เหมือนเทียนไข)


ช่วงที่ 3 ความร้อนจากการเผาไหม้เป็นระยะเวลานาน จนทำให้ร่างกายไหม้เป็นเถ้าถ่าน ไขมันบางส่วนจะไหล และละเหยติดตามพื้นที่ต่างเป็นคราบน้ำมัน ส่วนที่ไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม จะไม่ได้รับความเสียหาย

คลังภาพ ผู้เคราะห์ร้าย จากไฟลึกลับ SHC


เคสนี้ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงที่เป็นโรคพาร์คินสัน(Parkinson's Disease) จะเห็นว่าร่างกายส่วนบนหายไป แต่ในความเป็นจริง ร่างกายส่วนบนนั้นถูกเคลื่อนย้ายไปก่อนถ่ายรูป แต่ร่างกายส่วนบนเกิดการลุกไหม้ และเป็นธรรมชาติที่ไฟจะลุกไหม้ขึ้นด้านบน


ศพของผู้เคราะห์ร้ายที่เกิดล้มลงไปในเตาผิงเนื่องจากโรคหัวใจ ที่ Gresham ในปี 1977


คดี SHC ที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 1982 โดยผู้เสียชีวิตชื่อว่า Jeannie Saffin อายุ 61 ปี ร่างกายส่วนบนลุกไหม้เป็นเถ้าบนเก้าอี้ไม้ ในห้องครัว ในบ้านของเธอเอง ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
จงเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์
ข้อมูลอ้างอิง เพลิงลึกลับ คดีปริศนา คนไฟลุก

  • http://science.howstuffworks.com/shc.htm << อ้างอิงในส่วนเนื้อหา >>
  • http://autumnforestghosthunter.blogspot.com/2009/11/up-in-smoke-spontaneous-human.html << อ้างอิงในส่วนรูปภาพ >>
  • http://listverse.com/2008/02/13/yet-another-10-unsolved-mysteries/ << อ้างอิงในส่วนรูปภาพ >>
  • http://und3rw0rld.wordpress.com/2009/08/13/10-keanehan-dunia-yang-belum-terungkap/ << อ้างอิงในส่วนรูปภาพ >>
  • http://www.weird-websites.com/weird_news/spontaneous-human-combustion-death-weird-accidents-strange-tales.htm << อ้างอิงในส่วนรูปภาพ >>

ประตูนรก



The Door to Hell ประตูสู่นรก แห่งนี้เป็น หลุมไฟขนาดมหึมา ที่มีไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ทำให้มันแลดูเหมือน ประตูที่จะดึงเราดำดิ่งสู่ นรก เบื้องล่างที่ไม่มีวันหวนกลับ

รายละเอียดเกี่ยวกับ ประตูนรก

  • ประตูนรก แห่งนี้มีชื่อในภาษา เติร์ก ว่า Derwaze แปลว่า ประตู
  • ประตูนรก ตั้งอยู่ในหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีผู้อาศัยอยู่ประมาณ 350 ครอบครัว บริเวณตอนกลางของทะเลทรายคารากัม ( Kara-Kum desert ) ห่างจากเมืองอาชกาบัท(Ashgabat เมืองหลวง ของ ประเทศ เติร์กเมนิสถาน) 260 กิโลเมตร
  • ในบริเวณของ Derwaze เป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาิติขนาดใหญ่ ของ เติร์กเมนิสถาน
  • ในปี 1971 ขณะนักธรณีวิทยากำลังใช้เครื่องเจาะสำรวจดินอยู่ กับ พบโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ และพื้นดินก็เริ่มทรุดตัวลงไป จนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ มีความกว้าง 50 - 100 เมตร
  • บริเวณโดยหลุม มีก๊าซพิษ ไหลออกมาทำให้ผู้ปฏิบัติงานจึงตัดสินใจ จะจุดไฟเพื่อเผาก๊าซพิษเหล่านั้นให้หมด และคิดว่าก๊าซเหล่านั้นจะสลายหมดภายใน 2 - 3 วัน
  • แต่สิ่งที่ตัดสินใจนั้นผิดถนัดเนื่องจาก หลังจากวันแรกที่ไฟติด หลุมแห่งนี้ก็เปลี่ยนเป็น ประตูสู่นรก เนื่องจากไฟที่จุดขึ้น ยังลุกไหม้มากว่า 39 ปี (ณ ปี 2010) ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมอดลง
  • ในเดือนเมษายน 2010 ประธานาธิปดี Gurbanguly Berdimuhamedow ของ เติร์กเมนิสถาน ได้ไปเยือนที่ ประตูนรก แห่งนี้และได้ตัดสินใจจะทำการดับเพลิงนี้ และพัฒนา พื้นที่บริเวณนี้เพื่อเป็น แหล่งก๊าซธรรมชาติ
ข้อมูลอ้างอิง ประตูนรก

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Derweze#The_.22Door_to_Hell.22

ไฟไหม้ มาราธอน



Memorial Day 1962 ในวันเมโมเรียล เดย์ ทางเมืองเซ็นทรัลเลีย(Centralia) รัฐเพนซิลเวเนีย(Pennsylvania) สหรัฐอเมริกา ได้ทำการกำจัดขยะ ในบริเวณพื้นที่ทิ้งขยะ(Landfill) และอย่างทุกๆครั้งที่ทำ ก็คือการว่าจ้างหน่วยดับเพลิงมาเผาขยะ และคอยควบคุมดูแล ไม่ให้เพลิงลุกลามไปพื้นที่ข้างเคียง แต่การเผาขยะครั้งไม่เหมือนทุกๆครั้ง คือ มันก่อให้เกิดเพลิงไหม้มาราธอน กว่า 48 ปีล่วงมาแล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคลุมเพลิงให้สงบได้

รายละเอียดเกี่ยวกับ เพลิงไหม้มาราทอน 48 ปี


  • เหตุการณ์เลวร้ายนี้เกิดขึ้นเมื่อ เพลิงได้เกิดไปลุกไหม้ติดกับเหมืองถ่านหิน(Coal mine) ใต้ดิน
  • ไม่มีใครรู้ว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่เหมืองถ่านหินใต้ดิน จน เวลาล่วงเลยไปกว่าปี จนกระทั้งเริ่มมีควันไฟลอยขึ้นมาจากพื้นดิน
  • หลังจากกลุ่มควันแรกปรากฏขึ้น
  • ทางราชการทุ่มงบในการดับเพลิงไปกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ พยายามทำการปิดผนึกเหมือง(เพื่อเป็นการตัดวงจร ออกซิเจน) และใช้วิธีทางวิศวกรรมทุกอย่างที่มี แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล
  • เมื่อไร้วิธีที่จะแก้ไข ทางรัฐจึงได้ยุติการดับเพลิงลง
  • ในปี 1979 ปั๊มก็าซในเมือง ต้องปิดตัวลงเนื่องจาก เพลิงใต้ดินทำให้ถังบรรจุก๊าซใต้ดิน ร้อนขึ้นจนอาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้
  • ฟางเส้นสุดท้ายได้ขาดลงเมื่อ ดินเกิดทรุดตัวลงของดิน และเด็กน้อยวัย 12 ขวบ เกิดพลัดตกลงไปในโพรงดิน
  • ทางรัฐได้ทุ่มเงินไปรวมกว่า 42 ล้านเหรียญ เพื่ออพยพ ชาวบ้านออกจากพื้นที่ จนกระทั้งในปี 2007 ไม่มีชาวบ้านแม้แต่คนเดียวหลงเหลืออยู่ในพื้นที่นี้
  • จวบจนทุกวันนี้เปลวเพลิงนรกใต้ดินก็ยังคง ลุกไหม้ไม่คงหยุดแม้แต่วินาทีเดียว และปลดปล่อยก๊าซพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเพลิงไหม้ใต้ดิน ที่ลุกไหม้ ยาวนานที่สุดในโลก เกิดขี้นที่ รัฐนิวเซาท์เวลส์(New South Wales) ประเทศออสเตรเลีย(Australia) มันลุกไหม้มากว่า 2,000 ปี อันผลมาจากฟ้าผ่า โดยเพลิงลุกไหม้ลึกลงไปใต้ดินกว่า 150 เมตร
คลังภาพ



ป้ายเตือนภายในเมือง เซ็นทรัลเลีย(Centralia) รัฐเพนซิลเวเนีย(Pennsylvania) สหรัฐอเมริกา
ที่แจ้งว่าใต้ดินเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในเหมืองใต้ดิน การเดิน หรือ ขับรถผ่านบริเวณนี้อาจได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือ ถึงขั้นเสียชีวิต จากก๊าซพิษ หรือ ดินยุบตัวลง


สภาพบ้านเรือน ที่กลายเป็น เมืองร้าง เนื่องจากต้องอพยพ ชาวเมืองทั้งหมดออกไปเพื่อความปลอดภัย


สภาพถนนที่ แตกร้าว ยุบตัว มีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมา เนื่องจากภายใต้พื้นเกิดเพลิงไหม้ ทำให้เกิดโพรงใต้ดิน

บทความ เกี่ยวกับ เพลิง

ข้อมูลอ้างอิง แค่เผาขยะ อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้มาราทอน

  • http://www.environmentalgraffiti.com/oil-and-gas/news-us-fire-thats-been-burning-1962 << อ้างอิงในส่วนเนื้อหา >>
  • http://www.treehugger.com/files/2009/12/underground-coal-fire-centralia-started-1962-burns.php << อ้างอิงในส่วนรูปภาพ >>
  • http://spluch.blogspot.com/2007/03/centralia-burning-town.html << อ้างอิงในส่วนรูปภาพ >>

พรมแพงที่สุดในโลก



Carpet พรม หากกล่าวถึงคำนี้ ก็ต้องนึกถึงผ้าทอที่ไว้สำหรับปูพื้น แต่สำหรับ พรม ผืนนี้คงไม่มีใครกล้าจะไปปูพื้นเหยียบแน่ๆ ก็มันมีราคาตั้ง 328 ล้านบาท

รายละเอียดเกี่ยว กับ พรม แพงที่สุดในโลก

  • พรม ผืนนี้เป็นพรมเปอร์เซีย ทอมือโบราณ สมัยศตวรรษที่ 17
  • พรม ผืนนี้ถูกนำไปเปิดประมูลโดย Christie และราคาปิดของการประมูลสูงถึง 328 ล้านบาท
ข้อมูลอ้างอิง พรม แพงที่สุดในโลก

  • http://www.dailymail.co.uk/news/article-1266375/The-worlds-costliest-carpet-sells-6m.html

แท่งลึกลับ ความเร็วสูง

แท่งลึกลับ ความเร็วสูง ( Rods )

Rods ร็อดส์ แท่งลึกลับ ความเร็วสูง นี้เป็นอีกหนึ่ง วัตถุลึกลับ หรือ สิ่งมีชีวิตลึกลับ ที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวเรียว มีปีกเล็กอยู่รอบลำตัว ลักษณะค่อนข้างโปร่งแสง มีการบันทึกภาพได้ทั้งในภาพถ่าย หรือ บันทีกในกล้องวีดีโอ บ้างว่ามันสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูง จนตามนุษย์ไม่สามารถจับถาพได้ ด้วยความเร็วสูงพวกมันใช้ระบบโซน่า แบบค้างคาว ในการหลบหลีกสิ่งกีดขวาง

รายละเอียดเกี่ยวกับ แท่งลึกลับ ความเร็วสูง


  • จุดเริ่มต้นของ แท่งลึกลับ ความเร็วสูง เกิดขึ้นจากการบันทึกภาพวีดีโอ โดย นาย Jose Escamilla เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 1994 ที่ รอสเวลล์(Rodwell) นิวเม็กซิโก(New Mexico) สหรัฐอเมริกา
  • ต่อมาเขาคือตัวตั้งตัวตี ในการเผยแพร่แนวคิดของเขาว่า ร็อดส์ คือ สิ่งมีชีวิตต่างดาว ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
  • ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวเรื่องลึกลับ บางก็อ้างว่า ร็อดส์ คือ แมลง , ยูเอฟโอขนาดเล็ก , กระแสพลังงาน , ภูตผี ฯ เอาเป็นว่าทุกอย่างล้วนเหลือเชื่อ และลึกลับ
  • แต่วิทยาศาสตร์ ก็สามารถพิสูจน์ และอธิบายภาพถ่าย และวีดีโอ พวกนี้ได้ดังที่จะเสนอต่อไป
มาดูแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยว แท่งลึกลับ ความเร็วสูง กรณีภาพถ่าย

กรณีภาพถ่าย เป็นภาพถ่ายที่ใช้เทคนิคเปิดรับแสงหน้ากล้องนานกว่าปกติ ( Long exposure ) บันทึกภาพ โดยขณะถ่ายภาพพอดีมีแมลง บินตัดหน้ากล้องเข้ามาพอดี (ถ้าหากใครเล่นกล้องคงเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก)

แท่งลึกลับ ความเร็วสูง ( Rods )
ภาพ ร็อดส์ ที่เห็นเป็นเกลียวยาว บริเวณด้านซ้ายมือด้านบน


อธิบาย เทคนิคการถ่ายภาพ และเหตุบังเอิญบางประการ ที่ทำให้เกิดภาพ แท่งลึกลับ
  • ภาพถ่ายนี้ กวาง ถ่ายในเวลากลางคืน ดาดว่าจะใช้ไฟส่อง จะเห็นได้จากตัวกวาง และหญ้าบางบริเวณ นั้นแสงจะโอเวอร์(ภาพเป็นสีขาวหมด ไม่มีรายละเอียด)
  • กล้องอาจถูกตั้งใน Mode ภ่ายภาพกลางคืน ซึ่งจะทำให้กล้องเปิดรับแสงนานกว่าปกติ
  • ขณะถ่ายมีแมลงมีปีกบินอยู่ในเฟรมพอดี โดย
  • จุด A คือ ตำแหน่งของแมลง เมื่อเริ่มกดชัตเตอร์
  • เมื่อกล้องเปิดรับแสงนาน แมลงจะมีเวลาบินไปเรื่อยๆ โดยแสงที่สะท้อนจากตัวแมลงยังคงสะท้อนเข้าสู่ฟิล์มอย่างต่อเนื่อง เห็นเป็นเส้นสีขาว และปีกแมลงที่กระพือจะเห็นเป็นเกลียว
  • จุด B คือ ตำแหน่งสุดท้ายที่แมลงบินไปถึง และหน้ากล้องปิดพอดี
ในส่วนนี้จะเป็น ความคิดเห็นส่วนตัว ของ Admin DEN
เนื่องจากมีเพื่อน หลายคนสงสัย ในส่วนภาพ ร็อดส์ ที่ปรากฏในเวลากลางวัน จึงของแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ


กรณีถ่ายภาพนี้ที่ถ่ายในเวลากลางวัน แล้วปรากฏ ร็อดส์ บินตัดผ่านเข้ามาในภาพ คงเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
  • ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่าย จากบริเวณปาก เหว ลงไปเบื้องล่าง ( ภาพถ่ายในลักษณะนี้ถ้าถ่ายแบบปกติ คงจะเห็นกิ่งไม้เป็นสีเขียวเห็นใบไม้ได้ชัดเจน ลงในเหวจะดำสนิท )
  • แต่ ภาพนี้สังเกต จะเห็นว่ากิ่งไม้ด้านล่างซ้าย จะเกิดลักษณะที่เรียกว่าแสงโอเวอร์ คือ กิ่งไม้มีลักษณะขาวโพลน หน้าผาสามารถมองเห็นรายละเอียด แต่ไม่ชัดเจน คาดว่าเกิดจากมือที่สั่นเนื่องจากอาจจะไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง และ สีของ เหวไม่ดำสนิท ซึ่งเป็นลักษณะของการถ่ายภาพโดยเปิดหน้ากล้องนานกว่าปกติ
  • ส่วนในกรณีอื่นอาจจะเกิดจากการถ่ายภาพในพื้นที่แสงน้อย หรือถ่ายภาพย้อนแสง คงต้องดูเป็นกรณีๆ ไปครับ
มาดูแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยว แท่งลึกลับ ความเร็วสูง กรณีบันทึกวีดีโอ

กรณีกล้องวีดีโอ ดยทาง China Central Television (CCTV) ประเทศจีนได้นำเสนอ สารคดี เกี่ยวกับ ร็อดส์ 2 ตอน โดยมีการพิสูจน์ และจำลองการถ่ายภาพ ร็อดส์ โดยการตั้งกล้องบันทึกวีดีโอ และติดตั้งตาข่ายบริเวณรอบกล้องวีดีโอ เพื่อดักจับ ร็อดส์

แท่งลึกลับ ความเร็วสูง ( Rods )
อธิบายภาพ และเทคนิคการบันทึกวีดีโอ
  • พวกเขาตั้งกล้องวีดีโอในแบบความเร็วต่ำ ( Slow speed ) ปรากฏว่าภาพที่บันทึกได้นั้นเห็นเป็น ร็อดส์ ดังภาพด้านบน
  • แต่จากการตรวจสอบตาข่าย ที่ ขึงเอาไว้โดยรอบ กับพบแต่ มอส(ผีเสื้อกลางคืน) และแมลงต่าง ที่เรารู้จักกันดี ไม่มีสิ่งมีชีวิต ประหลาดอะไรถูกจับได้เลย
จงเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์
บทความเกี่ยวกับเรื่อง ลึกลับ

ข้อมูลอ้างอิง แท่งลึกลับ ความเร็วสูง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Rod_%28paranormal%29 << อ้างอิงในส่วนเนื้อหา และ ภาพ >>
  • http://www.subversiveelement.com/rods.html
  • http://tech.sina.com.cn/d/2006-01-23/2211827624.shtml << อ้างอิงในส่วน การพิสูจน์ ร็อดส์ โดยกล้องวีดีโอ >>
  • http://paranormal.about.com/od/ghostphotos/ig/Photos-That-AREN-T-Paranormal/Rods.htm << อ้างอิงในส่วนภาพกวาง >>

ก้อนเนื้อลึกลับ จาก ท้องทะเล



Globster กล็อบสเตอร์ หรือ บล็อบ(Blob) เป็นซากอินทรีย์(ก้อนเนื้อ หรือ เนื้อเยื่อ)ขนาดใหญ่ ที่ไม่สามารถอธิบายได้แน่ชัดเมื่อพบเห็น ที่ถูกชัดขึ้นมาเกยตื้น

รายละเอียดเกี่ยวกับ กล็อบสเตอร์


  • โดยคำว่า กล็อบสเตอร์ นี้ถูกสร้าง และให้นิยามโดยนาย Ivan T.Sanderson ในปี 1962
  • สิ่งที่จะถูกนิยามว่าเป็น กล็อบสเตอร์ โดย อีวาน ในครั้งแรก จะต้องเข้าหลักที่ว่า เป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ ไม่มีตา ไม่มีหัว ไม่มีกระดูกโครงสร้าง และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นอะไร
  • ก้อนเนื้อลึกลับ ที่ เป็นที่มาของการนิยามนี้ของ อีวาน ก็คือ ก้อนเนื้อ แห่ง เทสเมเนียน (Tasmanian carcass) ในปี 1960
  • ซึ่งสมัยก่อนการพิสูจน์ซากที่เน่าเปื่อย นั้นกระทำได้ยาก แต่ใน กล็อบสเตอร์ที่พบในปัจจุบัน และในอดีต ที่ยังมีชิ้นตัวอย่างเหลืออยู่ ก็สามารถหาคำอธิบายได้เกือบทั้งหมดแล้ว
  • โดยกล็อบสเตอร์ส่วนมากจะเป็นซากของ วาฬ มีบ้างที่เป็น ปลาหมึกยักษ์ และ ปลาฉลาม
มารู้จัก กล็อบสเตอร์ ในอดีตกันดีกว่า



The St. Augustine Monster เป็น กล็อบสเตอร์ ชิ้นแรกที่มีการบันทึกไว้ มันถูกชัดขึ้นมาเกยตื้นที่ St. Augustine, Florida, USA ในปี 1896 โดยในช่วงแรกมันถูกระบุว่าเป็น ปลา่หมึกยักษ์(Giant Cephalopod) แต่จากการศึกษาและพิสูจน์ชิ้นตัวอย่างที่เก็บไว้ล่าสุดในปี 2004 ยืนยันแน่นนอนว่าเป็น ชิ้นเนื้อของ วาฬ


Tasmanian Globster เป็นก้อนเนื้อลึกลับขนาดยักษ์ ที่ถูกชัดขึ้นมาเกยตื้นที่ทาง ตะวันตกของเทสเมเนีย ในเดือนสิงหาคม 1960 มันมีขนาด 6.1 x 5.5 เมตร(ยาว x กว้าง) มีน้ำหนักโดยประมาณ 5 - 10 ตัน ไม่มีตา ในส่วนที่คาดว่าเป็นปาก มีฟันคล้ายกระดูกอ่อนสีขาวยื่นออกมา มีกระดูกสันหลัง มีระยาง 6 อัน มีขนสีขาวปกคลุมทั่วไป ในปี 1981 มีการระบุในวารสาร The journal Tasmanian Naturalist โดย L.E. Wall ว่ามันคือ วาฬ และจากการพิสูจน์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เส้นใยคอลลาเจน ล่าสุดยืนยันว่ามันคือ วาฬ


Chilean Blob เป็นก้อนเนื้อลึกลับก้อนล่าสุด ถูกค้นพบเมื่อเดือน กรกฎาคม 2003 ที่ชายหาด Pinuno ในเมือง Los Muermos ประเทศชิลี ก้อนเนื้อนี้มีน้ำหนักถึง 13 ตัน ในช่วงแรกมันสร้างความตื่นตลึงให้แก่นักชีววิทยาทั่วโลก เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบยืนยันชิ้นส่วนได้ ทำให้คาดว่ามันจะเป็นปลาหมึกยักษ์สายพันธุ์ใหม่ แต่ในปี 2004 มีการค้นพบ DNA ที่เข้ากันได้กับ DNA ของวาฬสเพิร์ม และคาดว่า บล็อบ ก้อนนี้จะเป็น เนื้อเยื้อ Adipose ของวาฬสเพิร์ม

Zuiyo Maru Carcass



Zuiyo Maru Carcass หรือ นิวเนสซี( New Nessie ) เป็นซากที่ถูกพบโดยเรือประมงญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Zuiyō Maru ในอ่าว ของ นิวซีแลนด์ เมื่อปี 1977 โดยในช่วงแรกคาดว่าซากนี้เป็นไดโนเสาร์เพลซิโอซอร์ (Plesiosaur) แต่จากการตรวจยืนยันในปัจจุบัน โดยการเปลี่ยบเทียบ ชุดกรดอะมิโน ในเนื้อเยื้อกล้ามเนื้อ พบว่า ซากนี้คือ ฉลามบาสกิ้น(Basking Shark)


เมื่อนำรูปของปลาฉลามบาสกิ้นที่ถูกจับได้กำลังถูกยกขึ้นด้วยเครน เปรียบเทียบกับซากของ นิวเนสซี จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก


ส่วนอันนี้เป็นภาพร่าง โดยเส้นปะแทนโครงร่างของปลาฉลามบาสกิ้น และเส้นสีแดงแทนซาก ของ นิวเนสซี่ และเมื่อร่วมกับการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ปริศนาทั้งหมดคงคลี่คลาย
ขอบคุณความคิดเห็นจากคุณ visavern
จงเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์

ข้อมูลอ้างอิง ก้อนเนื้อลึกลับ จาก ท้องทะเล ( Globster )


  • http://en.wikipedia.org/wiki/Globster
  • http://en.wikipedia.org/wiki/St._Augustine_Monster
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Tasmanian_Globster
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Chilean_Blob
  • http://en.wikipedia.org/wiki/New_Nessie
  • http://forgetomori.com/2007/criptozoology/giant-basking-shark-pseudoplesiosaur/

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ รุ้งหมอก



Fogbow รุ้งหมอก เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจากการสะท้อนแสง ซึ่งมีความไกล้เคียงกับการเกิด รุ้งกินน้ำ แต่มีรายละเอียดปลีกย่อนที่แตกต่างกัน นำมาซึ่งความงามที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน


รายละเอียดเกี่ยวกับการเกิด ปรากฏการณ์ธรรมชาติ รุ้งหมอก

  • รุ้งหมอก เกิดจากการสะท้อนแสง ซึ่งได้ทั้งจากแสงอาทิตย์ และแสงที่สร้างโดยมนุษย์ โดยจะต้องมีเงือนไขดังนี้
  • ละอองน้ำในอากาศ จะต้องมีขนาดเล็กกว่า 0.05 มิลลิเมตร (ซึ่งละอองน้ำขนาดนี้จะเล็กกว่าละอองน้ำที่ทำเกิด รุ้งกินน้ำ)
  • ผู้ที่จะเห็นรุ้งหมอกได้ จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ แสงสาดมาจากด้านหลัง และด้านหน้าเป็นกลุ่มหมอก หรือเมฆที่มีละอองขนาดเล็กพื้นหลังต้องโปร่งโล่ง โดยมุมมองของผู้เห็นจะต้องมองกดลง(คือผู้เห็นจะต้องอยู่สูงกว่าแหล่งกำเนิดแสง และกลุ่มหมอก)
  • ถ้าพระอาทิตย์อยู่ในแนวค่อนข้างราบ จะมีโอกาสเกิด รุ้งหมอกได้สูงขึ้น
ลักษณะทางกายภาพ ของ รุ้งหมอก

  • เนื่องจากละอองน้ำมีขนาดเล็กทำให้สีของรุ้งหมอก ค่อนข้างจางไม่ชัดเจน เหมือนกับ รุ้งกินน้ำ
  • ในกรณีที่ละอองน้ำมีขนาดเล็กมากๆ จะทำให้รุ้งหมอก มีสีขาวอย่างเดียว ทำให้บางครั้งมีการเรียกรุ้งหมอกว่า รุ้งสีขาว(White bow)
  • ในกรณีที่ละอองน้ำมีขนาดสม่ำเสมอกันมากๆ จะทำให้เกิดรุ้งหมอก หลายวงซ้อนกันเข้าสู่ด้านในจุดศูนย์กลาง
  • รุ้งหมอกที่เกิดขึ้นหลายวงซ้อนกัน วงด้านในจะมีสีเข้มกว่า วงด้านนอก
  • รุ้งหมอกจะมีสีแดงอยู่ด้านนอก และสีน้ำเิงินอยู่ด้านใน
คลังภาพ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ รุ้งหมอก


เป็นภาพ รุ้งหมอก ที่ปรากฏขึ้นที่ La Palma บนเกาะ Canary ช่างภาพโดย Alex Tudorica (ภาพจั่วหัวก็เป็นผลงานของช่างภาพท่านนี้ และสถานที่ภ่ายก็เป็นสถานที่เดียวกัน)


เป็นภาพ รุ้งสีขาว คือ เมื่อเกิดรุ้งหมอก ที่ละอองน้ำมีขนาดเล็กมากๆ และสม่ำเสมอกัน รุ้งหมอกจะเป็นสีขาว และเกิดหลายวงซ้อนกัน โดยภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2005 ที่ภูเขา Wendelstein โดยในภาพบริเวณตรงกลางจะมี ปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกอย่างที่เรียกว่า Brocken spectre คือจะมีเงาขนาดใหญ่ของคนภ่ายรูป ไปปรากฏบนกลุ่มหมอก


ภาพนี้งดงามมาก เป็น รุ้งหมอก แบบเต็มวง และตรงกลางก็ปรากฏ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ Brocken spectre เช่นเดียวกับ ภาพบนเหมือนกัน โดยช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ก็คือ Mila Zinkova ภาพนี้ยังได้รับเลือกเป็น Picture of a day ของ Wikipedia เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2010 เป็นเครื่องการันตีความงาม ด้วยครับ

บทความที่เกี่ยวข้องกับ รุ้ง

บทความที่เกี่ยวข้องกับ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ หินเดินได้ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แผ่นน้ำแข็งวงกลม ปริศนา ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ เมฆ จานบิน ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ เมฆ งวง ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ทุ่ง น้ำแข็ง นักบวช ขาว ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ กองทัพ คลื่น แห่ง แม่น้ำ อเมซอน ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ รุ้งกินน้ำ ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ สายฟ้า แห่ง ภูเขาไฟ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ พายุเพลิงหมุน

ข้อมูลอ้างอิง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ รุ้งหมอก ( Fogbow )

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1274681/Ghostly-fogbow-appears-sunrise-La-Palma-mountain.html << อ้างอิงในส่วนเนื้อหา และรูปภาพประกอบ >>
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Fog_bow << อ้างอิงในส่วนเนื้อหา >>
  • http://atmospherical.blogspot.com/2006/05/bright-fogbow-with-serveral.html << อ้างอิงในส่วนภาพ >>

คลังบทความ wowboom

เพื่อนๆ wowboom