คนสุดขีดนักกล้ามหญิงปลาน้ำลึกรถแต่งซิ่ง7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสิ่งก่อสร้างสุดขีดพับกระดาษสมุดระบายสี

วิ้งวิ้ง ดุ๊กดิ๊กดุ๊กดิ๊ก



ภาพชุดที่จะเห็นต่อไปนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากทฤษฎีที่มนุษย์นั้นเกิดมาจากสสารดวงดาวที่ถึงกาลอวสานจากอวกาศ จึงคิดค้นเทคนิคถ่ายภาพ ที่ดูเหมือนนายแบบนางแบบลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว โดยภาพชุดนี้เป็นผลงาน Texan animator Ignacio Torres


เทคนิคในกาถ่ายภาพ วิ้งๆ ดุ๊กดิ๊กๆ


  • การถ่ายภาพจะต้องตั้งกล้องหลายตัว ที่ต่างมุมมองกัน โดยทำการถ่ายภาพพร้อมๆกัน ด้วยเฟลช (Flash synchronisation ; คือเฟลชที่จะยิงแสงเฟลชออกมาอย่างแม่นยำในช่วงที่กล้องเปิดชัคเตอร์กว้างที่สุด)
  • ส่วนประกาย แวววาว วิ้งๆ นั้นทำโดยการสาด ฝุ่น และเศษกระดาษสีผิวมันสะท้อนแสงที่ใช้โปรยในงานรื่นเริง(reflective confetti) เข้าไปขณะถ่ายภาพ
  • สุดท้ายนำภาพที่ต่างมุมมองมารวมกันโดยสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบไฟล์ GIF. wowboom
คลังภาพ วิ้งๆ ดุ๊กดิ๊กๆ


ภาพถ่ายมนุษย์ ท่ามกลางหมู่ดาว ไปดูภาพที่เหลือตาม Link นะครับ File รูปค่อนข้างใหญ่กินเนื้อที่อันน้อยนิคของ บล็อคที่เหลืออยู่เลยไม่อัพภาพเพิ่มครับ

อ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/news/article-2034767/Ignacio-Torress-images-move.html

สะพานแปลกๆ


กลางป่าดงดิบในประเทศอินเดีย มีสะพานไม้ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนสะพานใดในโลก เนื่องจากสะพานเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้ พวกมันเป็นสะพานไม้ที่ ไม่มีแม้ตะปูซักดอก หรือ แม้แต่เชือกแม้แต่เส้นเดียวที่ใช้ผูกโยงรัด

รายละเอียด


  • ท่ามกลางป่าฝนของเมือง Cherrapunji รัฐเมฆาลัย (Meghalaya) ประเทศอินเดีย มีสะพานไม้ที่เกิดจาก เถา และ ราก ของต้นไม้ที่พันเกียวกันยืนออกไปในแนวราบ พาดผ่านลำน้ำ จนกลายเป็นสะพาน
  • ป่าใน Cherrapunji นี้ถือว่าเป็นดินแดนที่ ฝนตกชุกที่สุดในโลก เป็นอันดับที่สอง ถึงจะมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 15 เมตร/ปี ภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ถ้าเป็นสะพานไม้แปรรูปที่มนุษย์สร้างขึ้นคงผุพังอย่างรวดเร็ว แต่ เนื่องจากสะพานธรรมชาติเหล่านี้ต้นไม้นั้นยังมีชีวิตยิ่งเวลาผ่านไปนานวันเข้าต้นไม้ก็ยิ่งโต รากก็ยิ่งใหญ่ สะพานก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น
  • สะพานไม้เหล่านี้บางแห่งมีความยาวกว่า 30 เมตร(100 ฟุต) แต่แข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของคน 50 คน ได้อย่างสบาย
  • สะพานเหล่านี้เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านพื้นเมือง ที่จะใช้ซุงยาวพาดผ่านลำน้ำเพื่อใช้เป็นไกค์ให้ เถา และรากของต้นยาง(Ficus Elastica) งอกยื่นพาดผ่านลำน้ำไปในทางตามที่ต้องการ
  • การสร้างสะพานลักษณะนี้ต้องใช้เวลา 10-15 ปี กว่าจะสำเร็จเป็นสะพานที่ใช้สัญจรได้

ชาวพื้นเมืองใช้สะพานไม้เหล่านี้สัญจรข้ามลำน้ำอย่างสะดวกสบาย และปลอดภัย ไม่ต้องคอยหมั่นดูแลรักษาเนื่องจากยิ่งนานวันสะพานยิ่งแข็งแรง


เมื่อซูมเข้าไปใกล้จะเห็นว่าระบบราก และเถาถักกันอย่างแน่นหนาแข็งแรง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/news/article-2035520/Bridges-GROW-tropical-roots-vines-crossing-rivers.html

ฝนเลือด และ เมือกต่างดาว



เป็นที่รู้กันอยู่ว่าในแต่ละวันมี เศษซาก และอุกกาบาต นับ 100 ตัน พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกจนเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนมากจะลุกไหม้จนเกือบหมดไปในชั้นบรรยากาศ แต่ บางครั้งสิ่งที่หลงเหลือถึงพื้นโลกก็สร้าง ปริศนา

รายละเอียด

  • เมื่อวันที่ 28 กันยายน 1969 ฝนดาวตก(meteor shower) ที่เกิดขึ้น ณ เมือง Murchison ในประเทศ ออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บซากอุกกาบาตได้กว่า 200 ปอนด์ ที่มี กรดอมิโน(amino acids) ที่เป็นสารเคมี ที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต(chemical building blocks) ของ ดีเอ็นเอ(DNA) อยู่ภายใน
  • นาซ่า ได้ทำการศึกษาได้ทำการศึกษาอุกกาบาตอย่างต่อเนื่อง และได้พบแบคทีเรียCyano จำนวนมากที่เราสามารถระบุสายพันธุ์ ที่เรารู้จักและมีอยู่บนโลก
  • ใน เดือนสิงหาคม 1994 มีเหตุการณ์ประหลาด เมื่อมีเมือกเหนียว(gelatinous rain) ตกในเมือง Oakville รัฐวอชิงตัน ในระหว่างที่มีฝนดาวตกเพอร์ซิอัส(Perseid meteor shower) เมื่อตรวจสอบเมือกก็พบ แบคทีเรีย Pseudomonas fluorescens และแบคทีเรีย Enterobacter cloaque ซึ่งเป็นเชื้อร้ายแรง เมื่อนักชีววิทยานามว่า Tim Davis ทำการตรวจวิเคราะห์ก็ต้องประหลาดใจอย่างมากเมื่อพบ เซลล์ eukaryiotic ซึ่งเป็นเซลล์รูปแบบซับซ้อน(Complex cell ) ที่มีนิวเคลียส
  • ใน กรกฏาคม 2001 มีฝนเลือด ตกในอินเดีย นักฟิสิกส์ นามว่า Godfrey Louis จากมหาวิทยาลัย the Mahatma Gandhi University ได้ทำการศึกษาฝนเลือดเหล่านี้ และพบว่าสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น เซลล์ชีวภาพ
  • ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2001 ในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ นาย Stephen Mara ผู้สืบสวนเหตุการณ์เหนือธรรมชาิติ ถูกเรียกตัวไปทำการสืบหาความจริงเกี่ยวกับ เมื่อมีรายงานว่ามีผู้พบเห็น แสง ร่วงจากฟากฟ้า แต่สิ่งที่เขาพบกับเป็น ก้อนเมือก(Gelatinous blob)
  • จากอุกกาบาตที่พบมากมายในอดีตได้พิสูจน์ว่า บางสิ่งที่ถูกแช่แข็งอยู่ในแกนกลางของอุกกาบาต ขณะเดินทางผ่านชั้่นบรรยากาศโลก ในทางทฤษฏีมันสามารถถูกเก็บรักษาโดยไม่เสียหายเมื่อพุ่งถึงพื้นโลก
  • มีเหตุกาณ์ ฝนเลือด ก้อนเมือกจากฟากฟ้า มากมายที่มีการบันทึกไว้ตั้งแต่อดีต สืบค้นย้อนไปได้ถึงยุคกลาง หรือ พวกมันคือ กำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้
คลังภาพ


ภาพอนุภาคที่พบใน ฝนเลือดที่อินเดีย


ภาพหน้าจอมอนิเตอร์นี้ คือ ภาพจากกล้องจุลทรรศน์ จากตัวอย่างฝนเลือด ที่ได้จากการตรวจของ Chandra Wickramasinghe และด็อกเตอร์ Hann


ตัวอย่าง เมือกต่างดาว เดือนสิงหาคม 2008


นาย Stephen Mara กำลังเก็บตัวอย่างเมือกต่างดาวที่พบ

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://channel.nationalgeographic.com/series/mysterious-science-episodes/4555/Photos#tab-Overview
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Red_rain_in_Kerala

เทียนไข



เทียนไข ในปัจจุบันโดยทั่วไป สร้างจาก พาราฟิน(paraffin) แต่ก็มีที่สร้างจาก ขี้ผึ้ง(Beeswax) , ถั่วเหลือง(Soy) , ไขจากพืชชนิดอื่นๆ หรือ ไขจากสัตว์ ส่วนเทียนที่มีลักษณะเป็นเจลนั้นเป็นส่วนผสมของ พาราฟิน กับ พลาสติก
  • โดยเทียนไขนั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศจีน ตั้งแต่ 200 ปี่ก่อนคริสตกาล โดยทำจาก ไขวาฬ
  • จนกระทั้งช่วงปี ค.ศ.400 เทียนไขถึงได้มีใช้ครั้งแรกในยุโรป(ก่อนหน้านั้นชาวยุโรปใช้ ตะเกียงจากน้ำมันมะกอก) โดยช่วงนี้ชาวยุโรปผลิตเทียนไขจากหลากหลายวัตถุดิบ เช่น ขี้ผึ้ง ไขจากสัตว์ โดยเทียนไขที่ผลิตจาก ไขวาฬ ถือเป็นเทียนไขคุณภาพสูง ราคาแพงระยับ
  • โดยหลังจาก คริสตศตวรรษที่18 เทียนไขถูกผลิตด้วย น้ำมัน Colza oil และ Rapeseed (เป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของดอกไม้ชนิดหนึ่ง) ทำให้เทียนไขมีราคาถูกลงมาก
  • จนกระทั้งในปี 1830 ฟาราฟินถูกกลั่นได้สำเร็จในอุตสาหกรรมปิโตเคมี ฟาราฟินจึงถูกนำมาใช้ในการผลิตเทียนไข และนับเป็นวัสถุดิบที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาผลิตเทียนไข ทั้งในแง่ราคาที่ถูก แสงสว่างที่ได้ดี และไม่มีกลิ่นเมื่อเผาไหม้
  • แต่แทนที่อนาคตของเทียนไขจากฟาราฟิน จะรุ่งเรือง เนื่องจากสามารถผลิตเทียนคุณภาพดี แต่ราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับในอดีต แต่อุตสาหกรรมเทียบแทบจะดับสูญไป เนื่องจากมนุษย์สามารถกลั่น น้ำมันก๊าต(Kerosene)สำเร็จในเวลาต่อมา ผู้คนจึงหันไปใช้ ตะเกียง แทน เทียนไข และตะเกียงก็ถึงจุดเสื่อมเมื่อโลกเริ่มก้าวสู่ยุค หลอดไฟฟ้า ของ โทมัส เอดิสัน ในปี 1879
  • เทียนในปัจจุบันใช้ฟาราฟินประมาณ 0.1 กรัม/นาที ในการลุกไหม้ โดยจะปลดปล่อยความร้อนออกมา 80 วัตต์ วัดความสว่างได้ 13 ลูเมน โดยมีค่าประสิทธิภาพอยู่ที่ 0.17 ลูเมน/วัตต์
  • ส่วนที่ร้อนที่สุดของเปลวเทียน คือ บริเวณขอบของเปลวเทียนที่เป็นชั้นบางๆไม่มีสี บริเวณนี้จะมีอุณหภูมิสูงถึง 1400 องศา แต่อย่างไรก็ตามชั้นนี้เล็กมาก และปล่อยพลังงานออกมาน้อยมากด้วย
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Candle

สร้างฟันจากเซลล์ต้นกำเนิด


ก็รู้ๆกันอยู่ว่ามนุษย์นั้นมีฟันแค่ 2 ชุด คือ ฟันน้ำนม และฟันแท้ เมื่อฟันน้ำนมหลุดไปฟันแท้จะขึ้นมาแทนที่ แต่ เมื่อฟันแท้หลุดไป จะไม่มีฟันอะไรขึ้นมาแทนที่อีกแล้ว นอกจาก ฟันปลอมเท่านั้น แต่ด้วยวิศวกรรมเนื้อเยื่อที่ก้าวหน้า ต่อไปเราอาจจะมี ฟันชุดที่3 ชุดที่4 หรือ ชุดที่5 จากเซลล์ในร่างกายของเราเอง

รายละเอียด

  • วิธีการนี้ได้รับการพัฒนา และวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเีบีย สหรัฐอเมริกา จากห้องปฏิบัติการณ์ the Tissue Engineering and Regenerative Medicine Laboratory
  • โดยต่อไปผู้ป่วยที่สูญเสียฟันแท้ไป จะสามารถสร้างฟันชุดใหม่ได้ในระยะเวลา 9 สัปดาห์ และอีก 18 เดือน ในการรักษาจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเร็วกว่าการรักษารากฟันเทียมระบบดั่งเดิม
  • โดยการเพาะเลี้ยง เซลล์ต้นกำเนิด(Stem cells) ในโครงที่สร้างมาเป็นรูปฟัน บนเหงือกของผู้ป่วย
  • นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง เทคโนโลยี่่ใหม่นี้คือ ด็อกเตอร์ Jeremy Mao กล่าวว่า เทคนิคนี้จะทันตกรรมรากฟันเทียม ทางเลือกใหม่ ทั้งในแง่ราคาที่ถูกลง ความคงทนที่ดีกว่าเนื่องจากเมื่อฟันนี้สร้างสมบูรณ์มันจะรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับเนื้อเยื่อเหงือกรอบๆ
  • โดยขณะ เทคนิคนี้ยังอยู่ในขั้นการทดลอง โดยใช้ การเพาะเลี้ยงฟันเขี้ยวของหนูในห้องทดลอง และยังคงต้องใช้เวลาอีกซักระยะหนึ่งกว่าจะนำมาใช้ในมนุษย์ได้
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dentaltechdaily.com/home/2010/5/29/specialized-implant-scaffold-to-shows-potential-for-assisted.html
  • http://gajitz.com/smile-new-research-promises-false-teeth-grown-in-mouth/

โคตรเครื่องยิงเลเซอร์



หากจะถามว่า เครื่องยิงเลเซอร์ นี้ทรงอนุภาพขนาดไหน ถ้าจะบอกว่ามันทรงพลังขนาดจะสร้าง ดวงดาว บนพื้นพิภพนี้ได้ คุณจะเชื่อไหม?

รายละเอียด

ขณะที่ เซิร์น(CERN) กำลังยุ่งอยู่กับการสร้าง หลุมดำ ขนาดเล็ก บนโลก นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มจากห้องปฏิบัิติการ The Lawrence Livermore ได้ทำการสร้างเครื่องจักรมหาประลัย
  • เครื่องยิงเลเซอร์นี้มีชื่อว่า 192-beam National Ignition Facility
  • มันเป็นเครื่องยิงเลเซอร์ ที่ใหญ่เท่าตึก 10 ชั้น วางราบ
  • เครื่องยิงเลเซอร์นี้มีมูลค่าก่อสร้างถึง 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่ จะทำการยิงเลเซอร์ 192 ลำ ไปยังตำแหน่งเป้าหมาย ณ จุดศูนย์กลางเพื่อก่อเกิดเป็นพลังงานมหาศาล
  • โดย ลำแสงทั้ง 192 ลำจะเดินทางเป็นระยะทางประมาณ 3 สนามฟุตบอล จาก มาสเตอร์ ออสซิลเลเตอร์(master oscillators เครื่องกำเนิดความถี่) ผ่านเคลื่อนสู่แอมป์ปริไฟล์(amplifiers อุปกรณ์ขยายสัญญาณ) ไปยังจุดศูนย์กลางเป้าหมายเดียวกัน ลำแสงเลเซอร์จะถูกเพิ่มพลังงานจาก 1 ใน พันล้านส่วน ของ จูล ไปจน สูงกว่า 4 ล้านจูล
  • ในเศษเสี้ยวของวินาที คือ 25 ใน พันล้านส่วน ของ วินาที จะปรากฏ ทรงกลมขนาดเท่าลูก BB-gun ที่เกิดจากปลดปล่อยพลังงานของอะตอม ของ ไฮรโดรเจน ที่มีอุณหภูมินั้งสูงกว่า 100 ล้านองศา และความดันสูงกว่า 1 แสนล้านเท่าของความดันบรรยากาศ มันเปรียบได้ดั่งแกนกลางของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ มาปรากฏอยู่บนพื้นพิภพ
  • ในอนาคตมันอาจจะเป็นแหล่งพลังงานมหาศาล ที่เข้ามาทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ก็ได้ใครจะรู้
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://gizmodo.com/5818355/the-worlds-most-powerful-laser-will-create-tiny-stars-on-earth
  • https://lasers.llnl.gov/about/nif/about.php

คลังบทความ wowboom

เพื่อนๆ wowboom