คนสุดขีดนักกล้ามหญิงปลาน้ำลึกรถแต่งซิ่ง7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสิ่งก่อสร้างสุดขีดพับกระดาษสมุดระบายสี

ฉลามหัวค้อน



ฉลามหัวค้อน(Hammerhead shark) แน่นอนมันได้ชื่อนี้มาจากการที่มันมีหัวที่มีลักษณะ แบน และยื่นยาวออกไปด้านข้าง คล้ายรูปร่างของค้อน

รายละเอียด
  • ฉลามหัวค้อนทุกสายพันธุ์ในนั้นอยู่ใในวงศ์(family) Sphyrnidae โดยฉลามหัวค้อนส่วนใหญ่อยู่ในสกุล(genus) Sphyrna ยกเว้น ฉลามหัวปีก(winghead shark มีลักษณะหัวยื่นยาวกว่า และเรียวเล็กกว่า ฉลามหัวค้อน) ที่อยู่ในสกุล Eusphyra
  • ฉลามหัวค้อนพบได้ทั่วโลก ในบริเวณน้ำอุ่นตามแนวชายฝั่ง และบริวเวณชายฝั่งทวีป
  • ฉลามหัวค้อนไม่เหมือน ฉลามพันธุ์อื่นตรงที่พวกมันชอบว่ายน้ำกันเป็นฝูง ดังที่จะเห็นได้ที่ เกาะMalpelo ในโคลัมเบีย เกาะCocos ใน คอสตาริกา และในบริเวณใกล้ๆเกาะMolokai ในฮาวาย
  • ฉลามหัวค้อนมีอยู่ 9 ชนิดที่มีการค้นพบในปัจจุบัน มีความยาวตั้งแต่ 0.9 - 6 เมตร หนักตั้งแต่ 500 ถึง 1000 กิโลกรัม ส่วนใหญ่พวกมันมีสีเทาแกมเขียว ส่วนท้องมีสีขาว โดยฉลาม Great hammerhead เป็นฉลามหัวค้อนชนิดที่ใหญ่ที่สุด
  • โดยหัวที่มีลักษณะเหมือนค้อนนั้นมีหน้าที่เป็น เพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น โดยตำแหน่งของตาที่อยู่อยู่ส่วนปลายของของส่วนหัวที่บานออกมานั้นทำให้ขอบเขตในการมองเห็นแนวดิ่งกว้างถึง 360 องศา(หมายความว่าพวกมันสามารถมองเห็นข้างบน และข้างล่างได้พร้อมๆกัน)
  • เนื่องจากหัวที่บานออกกว้างทำให้พวกมันมีรูตรวจรับกระแสไฟฟ้า(Ampullae of Lorenzini)ได้มากขึ้น ทำให้พวกมันตรวจพบกระแสไฟฟ้าที่อ่อนถึง หนึ่งในล้านส่วนของโวลล์(สิ่งมีชีวิตจะมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆปล่อยออกมา ฉลามใช้รู Ampullae of Lorenzini ตรวจหาตำแหน่งของเหยื่อ)
  • หัวที่บานเป็นบานออกยังย้ายตำแหน่งจมูกของพวกมันยื่นออกมาด้านหน้ามากขึ้น ทำให้พวกมันเพิ่มความสามารถในการตรวจจับกลิ่นได้ดีขึ้น
  • ที่แปลกก็คือ ฉลามหัวค้อนเป็นสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดที่เมื่อสัมผัสแสงอาทิตย์แล้วผิวจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำขึ้น
  • ฉลามหัวค้อนอาจจะมีบทรักที่โหดหน่อย คือพวกมันจะผสมพันธุ์ปีละครั้งโดยตัวผู้จะใช้การกัดตัวเมียอย่างรุนแรงจนกว่าตัวเมียจะสมยอม
  • สิ่งที่แปลกของพวกมันอีกอย่างก็คือ ในปี 2007 มีการพบว่าฉลามหัวค้อนชนิด Bonnethead มีความสามารถในการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ(asexual reproduction) โดยไข่จะพัฒนาเป็นตัวอ่อนโดยไม่ต้องอาศัยการปฏิสนธิโดยอัตโนมัติ(parthenogenesis) โดยเซลล์ไข่(Ovum)จะหลอมรวมเข้าโฟล่าร์เซลล์(polar body เป็นโครงสร้างเซลล์ที่พบในเซลล์ไข่)ทำให้เกิดเซลล์ zygocyte โดยไม่ต้องอาศัยเพศผู้ ถือว่าเป็นการค้นพบฉลามสายพันธุ์แรกที่สืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ ปล.อาจจะแปลผิดพลาดต้องขออภัยในส่วนนี้ค่อนข้างงง
  • ฉลามหัวค้อนกินอาหารหลากหลาย ทั้งหมึก กุ้ง ปู หรือแม้กระทั้งพวกเดียวกันเอง แต่พวกมันโปรดปรานปลากระเบน Stingrays เป็นที่สุด โดยพวกมันจะใช้การว่ายดิ่งปักหัวลงมาชนปลากระเบนทำให้ปลากระเบนหยุดการเคลื่อนไหวทำให้ปลากระเบนถูกจับกินอย่างง่ายดาย
  • โดยจากฉลามหัวค้อน 9 ชนิด มีอยู่ 3 ชนิดดังนี้ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์คือ ฉลามหัวค้อนScalloped , ฉลามหัวค้อนGreat และ smooth hammerheads

เห็นพวกมันอยู่กันเป็นฝูงอย่างนี้สยองทีเดียว


ตัวนี้คือ ฉลามหัวปีก(Winghead shark) 1 ในฉลามหัวค้อน 9 ชนิด พวกมันเป็นชนิดที่หัวบานกว้างกว่าเพื่อน


ภาพนี้เป็นฉลามหัวค้อนที่จับได้ที่ชายหาดในนิวเซาท์เวลส์ ยาว 5 เมตร หนัก 1200 กิโลกรัม เนื่องจากนิสัยที่พวกมันกินฉลามด้วยกันเป็นอาหาร ระหว่างที่เรือตกปลากำลังตกฉลามตัวเล็กอยู่มันก็เข้ามโจมตีฉลามตัวนั้น และส่งผลให้มันตกเป็นเหยื่อเสียเอง

ปล.ภาพจั่วหัวเป็นภาพฉลามหัวค้อนที่ถ่ายได้ที่ คอสตาริกา สวยเหมือนภาพวาดทีเดียว

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Hammerhead_shark
  • http://www.arkive.org/winghead-shark/eusphyra-blochii/
  • http://www.news.com.au/travel/australia/monster-hammerhead-closes-in-on-queensland/story-e6frfq89-1225853862635

ฉลามกรีนแลนด์



หากจะพูดถึง ฉลามที่มีเรื่องราวแปลกๆ เกี่ยวกับมันมากที่สุดหนึ่งในนั้นต้องมี ฉลามกรีนแลนด์เป็นแน่ ทั้งเรื่องที่มันมีหมีขั้วโลกเป็นอาหาร ทั้งเรื่องเพื่อนซี้คิดไม่ซื่อของมัน และการที่มันถูกมนุษย์นำไปปรุงเป็นเมนูสุดพิศดาร

รายละเอียด

  • ฉลามกรีนแลนด์(Greenland shark) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Somniosus microcephalus
  • พวกมันมีถิ่นที่อยู่อาศัยในทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก บริวเวณ กรีนแลนด์(Greenland) และไอซ์(Iceland) ทำให้พวกมันเป็นฉลามที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยขึ้นไปทางเหนือไกลกว่า ฉลาม สายพันธุ์ใด พวกมันอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีน้ำเย็นตั้งแต่ -0.6 ถึง 10 องศาเซลเซียส และมีการพบพวกมันในระดับความลึกถึง 2,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลโดยยานดำน้ำ
  • ฉลามกรีนแลนด์ มีขนาดร่างกายใกล้เคียงฉลามขาวยักษ์ โดยฉลามกรีนแลนด์สามารถยาวได้ถึง 6.4 เมตร หนักได้ถึง 1 ตัน และเป็นไปได้ที่ฉลามกรีนแลนด์จะยาวได้ถึง 7.3 เมตร และหนักว่า 1.4 ตัน อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปจะพบฉลามกรีนแลนด์ยาวประมาณ 3-4.8 เมตร หนักประมาณ 400 กิโลกรัมขึ้นไป คาดว่าพวกมันอาจจะมีอายุยืนถึง 200 ปี
  • ฉลามกรีนแลนด์จัดเป็นนักล่าในกลุ่ม เอเป็กพรีเดเตอร์(Apex predator นักล่าที่อยู่สูงสุดในห่วงโซ่อาหาร คือ ไม่มีสัตว์อื่นใดล่ามันเป็นอาหารตามธรรมชาติ แต่พวกมันโชคร้ายที่เจอมนุษย์) พวกมันกินปลา ไล่ไปถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเช่น แมวน้ำ พวกมันอาจจะมีชื่อเสียงน่ากลัวจากการที่นานครั้งจะมีการพบซาก หมีขั้วโลก กวางกวางเรนเดียร์ กวางคารีบูในท้องของพวกมัน แต่คาดว่ามันจะกินซากสัตว์ที่ตายแล้วมากกว่าการที่มันจะออกไล่ล่า หมีขั้วโลก และกวางเป็นอาหาร
  • มีหลักฐานว่าฉลามกรีนแลนด์ในแคนนาดา และบริเวณปากแม่น้ำอาร์ติก จะซุ่มรอเพื่อล่า กวางคารีบู แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าพฤติกรรมที่นานๆพบนี้เป็นพฤติกรรมปกติของพวกมัน
  • พวกมันไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์ อาจจะมีแค่เรื่องเล่าว่าพวกมันโจมตีเรือแคนูของชาวเอสกิโม
  • อีกเรื่องประหลาดของพวกมันก็คือ เรื่องเพื่อนซี้คิดไม่ซื่อของพวกมัน ที่เป็นปรสิตที่มีชื่อว่า Copepod Ommatokoita Elongata ที่ใช้ดวงตาของมันเป็นบ้าน และใช้เนื้อเยื่อกระจกตา(Corneal tissue)ของพวกมันเป็นอาหาร ปรสิตพวกนี้ความความยาวถึง 5 เซ็นติเมตร ที่จะฝังส่วนท้ายเข้าไปในดวงตาของฉลามกรีนแลนด์ โดยที่ฉลามกรีนแลนด์เกือบทุกตัวจะมีปรสิตอาศัยอยู่ในตาอย่างน้อย 1 ข้าง
  • การติดปรสิตพวกนี้ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ฉลามกรีนแลนด์ตาบอดได้ทีเดียว และมีจำนวนมากที่ตาบอดทั้งสองข้างแต่เนื่องจากฉลามกรีนแลนด์อาศัยอยู่ในน้ำลึกที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงการที่พวกมันตาบอกก็ไม่มีผลกระทบอะไรมากนักกับพวกมันเนื่องจากพวกมันก็ไม่ค่อยใช้ประสาทการมองเห็นในการล่าอยู่แล้ว
  • แต่ปรสิตพวกนี้ก็ไม่ได้อาศัยอยู่กับฉลามกรีนแลนด์ในลักษณะกาฝากฝ่ายเดียว เนื่องจากพวกมันเป็นปรสิตที่สามารถเรืองแสงได้ แสงที่เรืองออกมาจะล่าปลามาให้ฉลามกรีนแลนด์กินอีกทอดหนึ่ง
  • เนื้อของฉลามกรีนแลนด์นั้นมีพิษจาก กรดยูริค(Uric acid) และ trimethylamine oxide แต่ชาวไอซ์แลนด์ก็มีวิธีปรุงเนื้อฉลามกรีนแลนด์เป็นเมนูพิศดาร ที่เรียกว่า ฉลามเน่า(Hákarl หรือ kæstur hákarl) ที่ได้ชื่อว่าเป็น อาหารที่เหม็นที่สุดในโลก
  • ฉลามกรีนแลนด์ ถูกชาวไอซ์แลนด์ล่ามาเป็นเวลานับร้อยปีๆ เพื่อนำเนื้อมาทำอาหาร นำหนังมาทำของเท้า และนำฟันมาทำเครื่องมือ

ซูมๆดูปรสิตที่เกาะตาของ ฉลามกรีนแลนด์ ซึ่งอาจจร้ายแรงถึงขั้นทำให้ฉลามกรีนแลนด์ตาบอด แต่ โดยมากฉลามจะมีประสาทรับกลิ่นที่สุดยอดแม้กลิ่นเลือดจางในน้ำพวกมันก็รับรู้ได้ ทั้งยังมีระบบประสาทรับคลื่นไฟฟ้าที่ส่วนหัวที่ใช้ในการตรวจหาเหยื่อ ที่จะใช้ช่วยมันล่าเหยื่อแทนดวงตา


ช่างภาพนามว่า Perrine จาก ฮาวาย ที่กำลังดำน้ำถ่ายภาพพวกมันกล่าวว่า เขาแปลกใจที่ฉลามกรีนแลนด์พวกนี้ดูสงบ และออกจะขี้สงสัย เนื่องจากธรรมดาฉลามทั่วไปจะขี้ตกใจหากได้ยินเสียงฟองอากาศจากอุปกรณ์ดำน้ำโดยมากพวกมันจะว่ายหนีไป แต่ฉลามกรีนแลนด์กับว่ายเข้ามาสำรวจเขาแทน แต่ไม่มีท่าทีก้าวร้าว


เมนูพิศดารจากไอซ์แลนด์ ฉลามเน่า อาหารที่เหม็นที่สุดในโลก
อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ฉลามเน่าว่ากลิ่นมันเป็นไง รสชาติเป็นไง วิธีปรุง คลิกที่นี้

ข้อมูลอ้างอิง
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Greenland_shark
  • http://dsc.discovery.com/sharks/greenland-shark.html
  • http://www.dailymail.co.uk/news/article-2073680/Greenland-shark-Fearsome-creature-eats-polar-bears-smiles-camera.html

ฉลามบาสกิ้น



ฉลามบาสกิ้น(Basking shark) อาจจะเคยได้ยินชื่อปลาฉลามชนิดนี้มาบ้างในบทความ กล็อบเตอร์ ก้อนเนื้อลึกลับจากท้องทะเล วันนี้มารู้จักฉลามบาสกิ้นกันให้ลึกขึ้น

รายละเอียด

  • ปลาฉลามบาสกิ้น(basking shark การที่พวกมันถูกเรียกว่าฉลามบาสกิ้น เนื่องมาจากการที่มันจะพบเห็นมันหาอาหารบริเวณใกล้ผิวน้ำเนื่องจากพวกมันว่ายน้ำเชื่องช้า ทำให้เห็นเหมือนพวกมันกำลังนอนอาบแดด) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cetorhinus maximus โดยคำว่า Cetorhinus มาจากคำว่า Ketos ซึ่งมีความหมายว่า สัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล หรือวาฬ(marine monster or Wale) และคำว่า rhinos ที่มีความหมายว่า จมูก ส่วนคำว่า maximus มาจากภาษาลาติน มีความหมายว่า ใหญ่ยักษ์
  • ฉลามบาสกิ้นเป็นปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอันดับที่ 2 เป็นรองก็เพียงแต่ฉลามวาฬ(Whale shark)เท่านั้น โดยเฉลี่ยฉลามบาสกิ้นมีความยาวประมาณ 6 - 8 เมตร น้ำหนักประมาณ 5.2 ตัน โดยฉลามบาสกิ้นตัวใหญ่ที่สุดที่จับได้ที่แคนนาดาในปี 1851 มีความยาวถึง 12.27 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 19 ตัน
  • พวกมันสามารถพบได้ในทุกมหาสมุทร ในบริเวณที่มีน้ำอุ่นอุณหภูมิตั้งแต่ 8 - 14.5 องศาเซลเซียส และแพลงตอนหนาแน่น ในบริเวณผิวน้ำหรือบางครั้งอาจพบได้ที่ความลึกถึง 910 เมตร อาจจะปรากฏตัวลำพังตัวเดียว หรือเป็นเป็นฝูงเล็กๆ ในฤดูผสมพันธุ์ที่อ่าว Fundy โดยจะว่ายวนเป็นวงกลม
  • ถึงขนาดจะใหญ่โตแต่พวกมันก็ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากพวกมันกินแพลงตอน และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
  • พวกมันเคลื่อนไหวเชื่องช้า เวลาหาอาหารก็จะอ้าปากขนาดใหญ่ให้น้ำไหลผ่านเหงือกที่จะทำหน้าที่กรองอาหาร
  • ฉลามบาสกิ้น โดยทั่วไปจะมีร่างกายสีเทาออกน้ำตาล มีปลายจมูกเป็นรูปกรวย มีปากขนาดใหญ่ มีเหงือกสีดำมีลักษณะเป็นซี่คล้ายขนแข็งขนาดใหญ่ที่พัฒนามาเป็นอย่างดีสำหรับกรองอาหาร มีริ้วเหงือกภายนอกตั้งแต่ส่วนบนหัวถึงด้านล่างหัว
  • ฉลามบาสกิ้น มีฟันนขนาดเล็กรูปกรวยโค้งเข้าด้านในปากเหมือนกันทั้งด้านบน และล่างจำนวนมากโดยแต่ละแถวจะมีฟันจิ๋วๆนี้มากถึง หนึ่งพันซี่
  • พวกมันถูกล่าเพื่อการพาณิชย์มามาตั้งแต่อดีต เพื่อนำไปทำอาหารของทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ครีบนำไปทำหูฉลาม และน้ำมันตับปลา(Shark liver oil พบน้ำมันตับปลามากถึง 25%ของน้ำหนักตัว) จนปัจจุบันลดจำนวนลงอย่างมากจนในบางพื้นที่ไม่สามารถพบเห็นพวกมันแล้ว

ภาพฉลามบาสกิ้นแบบเต็มตัว เปรียบเทีบบกับขนาดนักประดาน้ำ


ในอดีตที่ยังไม่มีการตรวจวิเคราะห์เนื้อเยื่อ และดีเอ็นเอ มีการพบก้อนเนื้อลึกลับขนาดยักษ์ ที่ถูกเรียกว่า กล็อบสเตอร์(Globster) หรือ บล็อบ(Blob) แต่ปัจจุบันเมื่อนำเนื้อเยื่อในอดีตมาตรวจสอบก็พบว่า บล็อบ ในอดีตหลายตัวอย่างคือ ฉลามบาสกิ้น ภาพที่เห็นนี้เมื่อนำรูปของปลาฉลามบาสกิ้นที่ถูกจับได้กำลังถูกยกขึ้นด้วยเครน เปรียบเทียบกับซากของ นิวเนสซี จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ก้อนเนื้อลึกลับ จากท้องทะเล คลิกที่นี้

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Basking_shark
  • http://www.thesun.co.uk/sol/homepage/news/2560088/1000-basking-sharks-seen-by-UK-coast.html

ฉลามเมก้าเม้าท์



ฉลามเมก้าเม้าท์ เป็น 1 ในสายพันธุ์ปลาหายาก พวกมันเป็นปลาฉลามน้ำลึก ที่มีการค้นพบตั้งแต่ช่วงปี 1976 มีการพบเห็นน้อยครั้งมาก

รายละเอียด

  • ฉลามเมก้าเม้าท์(megamouth shark ฉลามปากอภิมหาใหญ่) พวกมันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Megachasma pelagios
  • มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวของพวกมันได้ 3 ครั้ง ทำให้ทราบว่าพวกมันจะว่ายน้ำไปพร้อมๆกับการอ้าปากขนาดใหญ่เพื่อให้น้ำไหลผ่าน เพื่อกรองแพลงตอน และแมงกะพรุนจากน้ำทะเล กินเป็นอาหาร
  • ฉลามเมก้าเม้าส์ มีลักษณะ คือ มีหัวขนาดใหญ่ ริมฝีปากหนา มีร่างกายสีน้ำตาลเข้มด้านบน และสีขาวด้านล่าง มีริ้วเหงือกที่ใช้กรองอาหาร พวกมันว่ายน้ำได้ช้า มีเนื้ออ่อนนุ่ม
  • ฉลามเมก้าเม้าท์ สามารถยาวได้ถึง 5.5 เมตร โดยทั่วไปตัวผู้ยาว 4 เมตร และตัวเมียยาว 5 เมตร มีน้ำหนักได้ถึง 1,215(ตามที่มีรายงาน)
  • ฉลามเมก้าเม้าท์สามารถอ้าปากได้กว้างถึง 1.3 เมตร ภายในมีพันเล็กๆจำนวนมาก บริเวณรอบๆปากจะแถบที่สามารถเรืองแสงได้(luminous photophores) เพื่อใช้ล่อเหยื่อ
  • โดยในปี 1990 สามารถจับฉลามเมก้าเม้าท์เพศผู้ความยาว 4.9 เมตร ได้ที่ Dana Point ในแคลิฟอร์เนีย และได้มีการติดแถบติดติดตามตัวด้วยสัญญาณวิทยุ แถบนี้ทำให้ทราบว่าในตอนกลางวันพวกมันจะท่องอยู่ในความลึก 120-160 เมตร แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดินพวกมันจะขึ้นมาอยู่ในระดับความลึกเพียง 12-25 เมตร จากการติดตามเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน ทำให้ทราบว่าพวกมันเคลื่อนไหวช้ามากโดยมีความเร็วเฉลี่ยเพียง 1.5-2.1 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น

เป็นซากปลาฉลามเมก้าเม้าท์ ที่ MARINE WORLD umino-nakamichi เมืองฟูกูโอกะ(Fukuoka)ประเทศญี่ปุ่น(Japan)


ภาพนี้ก็ค่อนข้างดังในบ้านเราที่ว่าเป็นปลาประหลาดตามจริงมันก็คือ ซากปลาฉลามเมก้าเม้าท์ ตัวแรกที่จับได้ที่ฮาวาย ในปี 1976

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Megamouth_shark
  • http://www.arkive.org/megamouth-shark/megachasma-pelagios/image-G5956.html

ฉลามประหลาด ฉลามประดับพู่



ต้องบอกว่าเคยเห็นคลิปปลาตัวนี้มานานพอสมควร และคิดว่าเป็นของปลอมเนื่องจากรูปร่าง ลักษณะ และการว่ายน้ำในคลิปนั้นออกจากพิกลพิการผิดเพี้ยนไปหมด มันแลดูขัดหูขัดตาอย่างแรงพอดีหาข้อมูลเรื่อง ฉลาม แล้วไปเจอรูปมันเข้าพร้อมข้อมูลจากเว็บที่น่าเชื่อถือ(http://www.arkive.org) ทำให้รู้ว่าพวกมันคือ ฉลามประดับพู่(Frilled shark)

รายละเอียด

  • ข้อมูลของฉลามพู่นั้นมีอยู่น้อยมากเนื่องจากพวกมันเป็น ปลาน้ำลึก ซึ่งจะพบเห็นพวกมันในน้ำตื้นได้น้อยมาก
  • ปลาฉลามประดับพู่(Frilled Shark ในบ้านเราเรียกว่า ฉลามครุย แต่ผมว่ามันเหมือนมีพู่ติดอยู่บ้างเหงือกมากกว่าก็ขอเรียกว่า ฉลามประดับพู่แล้วกันครับ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chlamydoselachus anguineus โดยคำว่า anguineus มาจากภาษาลาตินที่มีความหมายว่า เหมือนงู(snakelike)
  • พวกมันเป็น 1 ในสายพันธุ์ฉลามโบราณ ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
  • ฉลามประดับพู่ มีรูปร่างลักษณะที่แปลกประหลาดอย่างมาก โดยมีร่างกายคล้ายปลาไหลคดงอ ตัวมีสีน้ำตาลเข้มหรือเทา โดยมีหัวมีลักษณะคล้ายกิ้งก่า มีจมูกป้านตัด มีปากขนาดใหญ่ที่ภายในมีพันเรียงเป็นแถวตอนลึกประมาณ 30 ซี่โดยฟันแต่ละซี่มีลักษณะเป็นสามง่ามเล็กๆจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่เป็นตะขอนับพันเพื่อใช้เกี่ยวเหยื่อ
  • ลักษณะเด่นอีกอย่างของพวกมันคือ มีแถบเหงือกอยู่ข้างละ 6 ริ้ว โดยเหงือกแต่ละแถบจะปรากฏเป็นพู่ฝอ ยยื่นโผล่ออกมาอย่างชัดเจนโดยเฉพาะเหงือกแถบหน้าสุดจะมีพู่ยื่นใหญ่กว่าเหงือกแถบอื่นๆจนเหมือนมีพู่คล้องไว้รอบคอ และเหงือกแต่ละริ้วก็มีลักษณะลึกเข้าไปในลำคอมากจนเหมือนพวกมันถูกแล่ด้วยมีดจนคอเกือบขาด(แต่ก็เป็นลักษณะตามธรรมชาติของพวกมัน)
  • ไม่เคยมีใครเคยเห็นทักษะในการล่าเหยื่อของพวกมัน แต่คาดว่าจะใช้การพุ่งโจมตีอย่างรวดเร็วเหมือนงู โดยซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน โดยจากการวิเคราะห์เศษอาหารที่อยู่ในกระเพาะพวกมันพบว่า 61% ของอาหารที่พบเป็นกลุ่มปลาหมึก ทำให้สามารถอธิบายได้ถึงลักษณะฟันของพวกมันที่เหมือนส้อมแหลมที่เหมาะในการเจาะเข้าฝังในเนื้อนุ่มๆ ลื่นของปลาหมึกเพื่อป้องกันการลื่นหลุด

เมื่อดูรูปด้านข้างก็ยิ่งเหมือนปลาไหลมากกว่า ฉลาม

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.arkive.org/frilled-shark/chlamydoselachus-anguineus/image-G38906.html
  • http://dsc.discovery.com/sharks/frilled-shark.html

ฉลามหกเหงือก



ฉลามซิกกิลล์ หรือ ฉลามจมูกทู่หกเหงือก(Bluntnose sixgill shark) พวกมันเหมือนเป็นฟอสซิลมีชีวิต เนื่องจากมีความใกล้เคียงฉลามโบราณที่สูญพันธุ์ไปนานแสนนาน

รายละเอียด

  • ฉลามจมูกทู่หกเหงือก(bluntnose sixgill shark) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hexanchus griseus บ้างก็ถูกเรียกว่าฉลามวัว(cow shark) พวกมันเป็นฉลามขนาดใหญ่สามารถยาวได้ถึง 5.4 เมตร
  • พวกมันเหมือนเป็นซากฟอสซิลที่มีชีวิตเนื่องจาก เนื่องจากพวกมันมีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ฉลามที่สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อกว่า 200 ล้านปีในยุคTriassic พวกมันเป็นสายพันธุ์ที่มีความโดดเด่นอย่างมากเนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพที่เหมือนทั้งสายพันธุ์ฉลามยุคโบราณ และสายพันธุ์ยุคใหม่
  • พวกมันเป็นฉลามขนาดใหญ่ แข็งแรง มีสีแทนถึงน้ำตาลหรือสีเข้มจนถึงดำ มีแถบสีอ่อนด้านข้างลำตัว และข้างครีบ หัวแบนจมูกทู่ ดวงตาเรืองแสงสีน้ำเงินแกมเขียว โดยตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่ตัวผู้คือยาวได้ถึง 5.4 เมตร และลักษณะเด่นของพวกมันก็คือมีเหงือก 6 แถบที่เป็นที่มาของชื่อพวกมัน(ฉลามปกติมีเหงือก 5 แถบ)
  • โดยทั่วไปจะพบพวกมันที่ระดับความลึกตั้งแต่ 90 เมตร และมีบันทึกว่าพบได้ที่ความลึกถึง 1,875 เมตร โดยจะขึ้นมาหากินในระดับพิวน้ำเวลากลางคืน และจะดำลงไปอาศัยในบริเวณที่ลึกก่อนรุ่งสาง
  • ธรรมดาอาจจะดูพวกมันเชื่องช้า แต่ในขณะล่าเหยื่อพวกมันสามารถไล่ล่าได้ด้วยความเร็ว จากขนาดร่างกายที่ใหญ่โตทำให้พวกมันสามารถล่าเหยื่อได้หลากหลาย แต่ยังไม่เคยมีรายงานว่าพวกมันเป็นอันตรายต่อมนุษย์
  • วิธีการสืบพันธุ์ของพวกมันนั้นมีข้อมูลน้อยมาก แต่คาดว่าตัวผู้จะใช้ฟันที่มีลักษณะยาวเป็นพิเศษกัดบริเวณเหงือกของตัวเมีย เห็นได้จากร่องรอยแผลบนเหงือกของตัวเมีย
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Bluntnose_sixgill_shark

คลังบทความ wowboom

เพื่อนๆ wowboom