คนสุดขีดนักกล้ามหญิงปลาน้ำลึกรถแต่งซิ่ง7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสิ่งก่อสร้างสุดขีดพับกระดาษสมุดระบายสี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิธีกรรมประหลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิธีกรรมประหลาด แสดงบทความทั้งหมด

ต้นตำรับ บัมจี้จั๊มพ์

พิธีกรรมประหลาด ต้นตำรับ บัมจี้จั๊มพ์ (N'gol)

N'gol คือ พิธีกรรมที่จัดขึ้นทุกปีกในฤดูใบไม้ผลิ ( Spring ) ก่อนที่มันฝรั่งต้นแรกจะถูกเพาะปลูก เพื่อเป็นการทำนายว่าในฤดูการณ์นี้ ผลผลิตจะเป็นอย่าไร? โดยชายหนุ่มจะปีนขึ้นสู่ยอดหอคอยสูง ผูกข้อเท้าด้วยเถาวัลย์ แล้วกระโดดทิ้งดิ่งลงสู่พื้นดิน มันจึงเป็น 1 ใน พีธีกรรมประหลาด ที่เสี่ยงที่สุด โหดที่สุด และคาดว่ามันเป็น ต้นตำรับของ บัมจี้จั๊มพ์(Bungy Jump)

รายละเอียดของ พิธีกรรม N'gol

  • พิธีกรรมจัดโดย ชนเผ่าในเกาะ Pentecost ใน ประเทศวานูอาตู(Vanuatu) เป็นประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก( Pacific Ocean ) ห่างจากชายฝั่ง Queensland's Australian ประมาณ 200 กิโลเมตร
  • ปัจจุบันพิธีกรรมนี้มีจัดขึ้น เฉพาะทางตอนใต้ของเกาะ Pentecost เท่านั้น
หอคอยไม้ สำหรับ บัมจี้จั๊มพ์ โบราณ
โดยก่อนทำการเพาะปลูกมันฝรั่ง จะมีพิธีกรรม N'gol โดยเพื่อเป็นการเสี่ยงทายผลผลิต โดยพวกเขาจะ ทำการสร้าง หรือซ่อมแซมหอคอยสูงกว่า 25 เมตร

บัมจี้จั๊มพ์ ชาวเผ่า
ชายหนุ่ม ที่ต้องการแสดงว่าพวกตนเป็นหนุ่มแล้ว เพื่อโชว์สาวๆ จะเป็นผู้กระโดดลงจากยอดหอคอยไม้ โดยปีนขึ้นไปที่ความสูงต่างๆ ยิ่งสูงก็ยิ่งแสดงถึงความเก่งกล้าสามารถ ของหนุ่มคนนั้น ( โดยเิริ่มแรก เด็กชายอายุ 6 ขวบ จะกระโดดที่ความสูงเริ่มต้นที่ 6 เมตร และยิ่งอายุมาก ก็จะสูงขึ้นเรื่อย )
จะเห็นว่ารูปซ้ายอยู่สูงเกือบถึงยอด ต่ำลงมาเพียง 1 ชั้น ส่วนรูปขวา จะอยู่ต่ำกว่ามาก

บัมจี้จั๊มพ์ ประหลาด
เมื่อขึ้นถึงความสูงที่ต้องการ จะมีผู้ช่วย ทำการผูกข้อเท้าของพวกเข้าด้วยเชือก เข้ากับเถาวัลย์ที่ยืดหยุ่นได้ดี 2 เส้น

พิธีกรรม โดด หอ โบราณ กระโดด หอ สุดเสี่ยง กระโดด หอ โดดหอ
เมื่อผูกเถาวัลย์เสร็จ ชายหนุ่มจะกระโดดทิ้งดิ่ง เอาหัวพุ่งลงม หากสามารถทำให้ตั้งแต่เส้นผม ไล่ลงไปถึงหัวไหล่สัมผัสพื้นดินได้ นั้นเป็นการทำนายว่า ในปีนี้พืชผลที่เพาะปลูกจะอุดมสมบูรณ์ ทั้งปี
มีการกล่าวอ้างว่า จากการจัดพิธีกรรมนี้ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียว
จากการศึกษา ทำให้ทราบว่าปัจจัยที่ทำให้ พิธีกรรมนี้มีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำมากเนื่องจาก

  1. ก่อนประกอบพิธีกรรม บริเวณด้านหน้าหอคอยจะถูกเก็บหิน และดินแข็งออก เพื่อความปลอดภัยของผู้กระโดด
  2. บริเวณพื้นด้านหน้าหอคอยจะถูก ขุด พรวนดิน ให้ร่วนซุย ลึกประมาณ 20 เซ็นติเมตร
  3. หอคอยไม้จะสร้างอยู่บริเวณที่ลาดเชิงเขา เพื่อเมื่อเวลาตกกระทบพื้นจะสไลด์ไปด้านหน้า เพื่อป้องกันการบาดเจ็บร้ายแรง
  4. เวลากระโดดออกจากหอคอยพวกเขาต้อง ดีดตัวออกให้ไกล หอคอยมากที่สุด เพื่อให้ความลาดของพื้นดินช่วยไม่ให้กระแทกพื้นโดยตรง ก่อนเถาวัลย์ตรึง

สังเกตุที่รูปนี้ ว่าทำไม เขาต้องสร้างหอคอยบนลาดเขา ทำไมเขาสามารถทำให้ศีรษะสัมผัสพื้นดินได้โดยไม่เสียชีวิต ทำไมเขาต้องพยายามดีดตัวออกให้ไกลหอคอยมากที่สุด


จากรูปนี้จะเห็นว่าถ้าเขาไม่ดีดตัวออกให้ไกลหอคอยมากที่สุด พวกเขาจะตกกระแทกพื้นอย่างแรงก่อนที่เถาวัลย์จะรั้งตัวพวกเขาได้ทัน และไม่สามารถใช้ประโยชน์ จากเชิงลาดของพื้นดิน เพื่อเพิ่มระยะให้เถาวัลย์ตึงก่อนถึงพื้น

ข้อมูลอ้างอิง พิธีกรรมประหลาด ต้นตำรับ บัมจี้จั๊มพ์ (N'gol)

  • http://atlasobscura.com/content/pentecost-island-land-dive
  • http://cestovatele.asmat.cz/fotka.php?Fotka=1971

พีธีศพแปลกๆ แขวนโลงศพไว้บนหน้าผา

พีธีศพแปลกๆ แขวนโลงศพไว้บนหน้าผา

Burial พีธีศพ หากพูดถึงพิธีศพที่พวกเราคุ้นเคย ก็คงเป็นการเผา การฝัง อาจจะมีที่แปลกแต่ก็เคยได้รู้ได้ยินกันอย่างเช่นในอินเดีย จะใช้การลอยศพไปในแม่น้ำคงคา แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์ ในจังหวัด Sagada กับมีพิธีศพที่แตกต่าง และเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา คือ การ แขวนโลงศพไว้บนหน้าผา ชาวเมือง Sagada สืบทอดพิธีกรรมนี้มากว่า 2000 ปีแล้ว

พิธีศพ ของชาว Sagada

  • ผู้สูงอายุจะจัดหาซุงขนาดพอเหมาะที่จะนำมาทำโลง โดยจะทำการแกะโลงนั้นด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากเจ้าของโลงอ่อนแรงมาก หรือป่วยหนัก ทางญาติจะเป็นผู้รับหน้าที่สร้างโลงให้
  • หลังจากเสียชีวิต พวกเขาจะถูกใส่ลงในโลง ที่พวกเขาเตรียมไว้ แต่ถ้าศพอืด จะไม่สามารถยัดลงไปในโลงได้ อาจจะมีการทุบศพ ให้กระดูกแตกเพื่อให้สามารถบรรจุลงในโลงให้ให้ได้
  • หลังจากบรรจุศพใส่ลงในโลกแล้ว โลงนั้นจะถูกนำไปแขวนไว้ในฝังถ้ำ หรือ แขวนไว้บนหน้าผาแล้วแต่กรณี เคียงข้างโลงของบรรพบุรุษ
  • สถานที่ตั้งของสุสานนั้น ยากยิ่งที่จะเข้าถึง ทั้งยังเป็นความลับของตระกูล โลงบางโลงมีอายุกว่า 100 ปี
  • แต่ทุกสิ่งย่อมมีการดับสูญ แตกหัก เสียหาย เมื่อโลงชำรุด ผุพัง จนร่วงลงสู่พื้นดินด้านล่าง ก็จะมีโลงของผู้ตายรุ่นต่อมา มาแทนที่ไปเรื่อยๆ wowboom
ซึ่งพิธีศพ ดังกล่าว อาจจะดูแปลก และประหลาดในสายตาของคนภายนอก แต่การที่คนเป็นพยายามจะ ให้คนตาย อยู่ในสถานที่อันสงบ และยากที่จะมีใครไปรบกวน พวกท่านได้ ถึงมันจะยากยิ่งในการประกอบพิธีกรรม นั้นก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรัก และเคารพที่คนเป็นมีให้ต่อ เหล่าคนตายทั้งหลายเหล่านี้
บทความที่เกี่ยวข้อง กับ ความตาย และพิธีกรรมประหลาด

ข้อมูลอ้างอิง พีธีศพแปลกๆ แขวนโลงศพไว้บนหน้าผา

  • http://atlasobscura.com/places/sagada

ขันที ( Eunuch )

ขันที eunuch

Eunuch เป็นภาษาลาตินโบราณ อ่านว่า ยูนุก โดยชาวไทยจะรู้จักกันในชื่อว่า ขันที หลายคนคงรู้แต่ว่าขันทีเป็นชายที่ถูกตอน เพื่อเข้าไปปฎิบัติงานในพระราชสำนักฝ่ายในของจีน แต่ในความเป็นจริงนั้นยังมีอีกหลายชนชาติที่มีการตอนผู้ชายเพื่อเป็นขันที ดังเช่น
  • ในวัฒนธรรมตะวันตก เรียกขันทีว่า ยูนุก (Eunuch) ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคำ ว่า ยูโนคอส (eunouchos) แปลว่าผู้ดูแลรักษาเตียง ดาดว่าการเกิดขันทีครั้งแรกที่เมืองละกาสช์ (Lagash) ของสุเมเรียน ในเมโสโปเตเมีย ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล และถือเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักของเมโสโปเตเมียและอียิปต์แต่ โบราณ ในระยะแรกจะคัดเลือกขันทีจากทาสและเชลยอายุน้อย แต่มีบางส่วนที่ถูกตอนเมื่อเป็นหนุ่มแล้ว
  • ในเปอร์เซียและไบแซนไทน์ในช่วงที่มุสลิมเรืองอำนาจ พวกเขาได้รับเอายูนุกเข้ามาด้วย ดังปรากฏในราชสำนักจักรวรรดิมุสลิมในคริสต์ศวรรษที่ 16-18 อย่างออตโตมาน-เติร์ก (Ottoman-Turk) ซาฟาวี (Safavids) ของอิหร่านและมูกัล (Mughal) ของอินเดีย โดยจักรวรรดิทั้ง 3 ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชสำนักที่เจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับราชสำนักจีน
  • ในจีน ขันที หรือ ไท่เจี้ยน มีหน้าที่ทำงานหลายอย่างที่สตรีเพศทำไม่ได้ ในพระราชวังในจีนมีหน้าที่ควบคุมนางในฝ่ายพระราชฐาน และบางครั้งจะขับลำนำถวายฮ่องเต้ก่อน เข้าที่บรรทม นอกจากเรื่องทางโลกแล้ว ขันทียังมีหน้าที่เป็นคณะที่ปรึกษาให้กับฮ่องเต้ในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งในบางยุคสมัยก็เป็นเพราะขันทีที่เอาแต่ปรนเปรอฮ่องเต้จนบ้านเมืองอ่อนแอ ไร้เสถียรภาพจนนำมาสู่การล่มสลายของบ้านเมือง เช่น ยุคสามก๊ก หรือ ปลายราชวงศ์หมิง หรือ ปลายราชวงศ์ชิง เป็นต้น
รูปขันที
รูปวาดขันทีจีนบนฝาผนัง ในยุคราชวงศ์ถัง ( Tang Dynasty )

ลักษณะการตอน ขันที แบ่งออกได้เป็น 2 อย่าง

  1. ถูกตอนโดยตัดแค่ปลายองคชาตเท่านั้น ยังเหลือพวงอัณฑะอยู่ ขันทีประเภทนี้ ยังเหลือฮอร์โมนเพศชายอยู่มากมาย เสียงยังห้าวแบบชาย และจะได้อนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานได้เฉพาะเขตพระราชฐานชั้นนอกเท่านั้น
  2. ถูกตอนโดยตัดทิ้งทั้งพวง เสียงจะแหลมเล็ก ลูกกระเดือกหายไป ฮอร์โมนเพศชายหมดไป พวกนี้จะได้รับความไว้ใจสูงกว่า และสามารถปฏิบัติงานในเขตพระราชฐานชั้นใน
ขั้นตอนการตอน ขันทีจีน

  • ใช้มีลักษณะคล้ายเคียว ตัดและกรีด อวัยวะเพศ ลูกอัณฑะออกอย่างรวดเร็ว
  • ใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นท่อนเล็กอุดไว้ที่ท่อปัสสวะ เพื่อป้องกันแผลปิดรูฉี่
  • ใช้กระดาษบางแช่สุราต้มพริกไทยปิดไว้หลายๆชั้น
  • เมื่อผ่านไปสามวันแล้วจึงค่อยๆเอากระดาษออกทีละแผ่นกระทั่งหมด และแผลจะค่อยหายเป็นปรกติภายหลังสามเดือน
  • หลังจากตัดเสร็จแล้ว ก็ต้องเก็บดองไว้ในโหลอย่างดี เพราะมีความเชื่อว่าหลังจากเสียชีวิตแล้วจะต้องนำอวัยวะเพศที่ตัดออกฝังรวมไปกับศพด้วย เพื่อให้ชาติหน้าเกิดมามีอวัยวะสืบพันธุ์ดังเดิม
มีดสำหรับตอนขันที
รูปมีดที่ใช้ตอนขันทีจีน

เกี่ยวกับขันที


ขันทีจีนคนสุดท้าย
  • ชื่อ : Sun Yaoting
  • เรื่องจากภาพ : นาย Sun Yaoting ถ่ายภาพคู่กับผู้บันทึกเรื่องราวชีวิตของเขา Jia Yinghua คนขวา
  • เริ่ม ชีวิตขันที : ในปี 1911 เมื่อ Sun Yaoting มีอายุได้ 8 ขวบ เขาถูกพ่อของเขาตอนด้วยมีดโกน เพื่อเตรียมตัวไปเป็นขันที มันเป็นหนทางที่จะทำให้ครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจนที่รวดเร็วที่สุดที่ที่ พ่อของเขาคิดไว้
  • หมดยุครุ่งเรื่อง : ในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสเรื่องอำนาจ ซัน และเพื่อนขันที ถูกเหยียดหยาม เกลียดชังว่าเป็นสัญลักษณ์ ของระบบศักดินา การแบ่งชนชั้น
  • ปิดประวัติศาสตร์ขันที จีน : ซันเสียชีวิตในปี 1996
.
อุ้ยเสี่ยวป้อ
  • เป็นผลงานประพันธุ์ : เป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของ กิมย้ง
  • เรื่องราวจากภาพ : อุ้ยเสี่ยวป้อนำแสดงโดย เหลี่ยงเฉาเหว่ย ภาคละครโทรทัศน์โดย TVB ในปี 1984
  • อุ้ยเสี่ยวป้อมีตัวตนจริงหรือไม่ : เป็นเรื่องแต่ขึ้น เนื่องจากไม่ปรากฎว่าในยุค คังซีฮ่องเต้ ว่ามีขันทีที่มีลักษณะดัง อุ้ยเสี่ยวป้อ
  • เื่รื่องย่อ : อุ้ยเสี่ยวป้อ เด็กหนุ่มจอมกะล่อน เติบโตอยู่ในหอคณิกา มีชีวิตเสเพลไม่เป็นโล้เป็นพาย ชะตาฟ้าลิขิตให้เขาได้ช่วยเหลือ เฉินจิ้นหนาน ประมุขพรรคฟ้าดินที่ได้รับบาดเจ็บ จากการลอบสังหารของโอป้าย ด้วยความฉลาด จิ้งหนานจึงรับเขาเป็นศิษย์ ต่อมาฮ่องเต้คังซี ออกแสวงหายอดฝีมือ เพื่อกำจัดโอป้าย ทั้งสองได้พบกับเสี่ยวป้อ และคิดว่าเก่งวิทยายุทธ จึงพาเข้าวังทำงานในราชสำนัก ในฐานะขันทีเมื่ออยู่ในวังด้วยความฉลาด จึงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ เขามีเมียมากมายเพราะความกะล่อนเจ้าชู้ แต่เพราะเป็นคนสนิทของฮ่องเต้ และเป็นศิษย์ของเฉินจิ้งหนาน ทำให้ลืมตัวหยิ่งยโส สุดท้ายเขาก็เบื่อชีวิตในวัง จึงพาบรรดาเมียของเขา ออกท่องยุทธจักร
.
สิบขันที ในสามก๊ก
สิบขันที ( Ten Attendants ) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก กลุ่มขุนนางขันทีในราชสำนักของราชวงศ์ฮั่นจำนวนสิบคน ได้แก่ เทาเจียด, เตียวต๋ง, เตียวเหยียง, ฮองสี, ต๋วนกุย, เหาลำ, เกียนสิด, เห้หุย, ก๊กเสงและเชียกง สิบขันทีเป็นกลุ่มขุนนางกังฉินที่ทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง เพ็ดทูลถ้อยคำยุยงต่าง ๆ แก่พระเจ้าเลนเต้จนกลายเป็นขุนนางคนสนิทที่ทรงยกย่องและไว้วางพระทัย ถึงกับทรงยกย่องเตียวเหยียงหนึ่งในสิบขันทีเป็นบิดาบุญธรรม

เหล่าขันทีทั้งสิบมีจิตใจทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงฝักใฝ่ในราชสมบัติของพระเจ้าเลนต้ ร่วมกันเข้ายึดครองอำนาจในราชสำนักของพระเจ้าเลนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ก่อความวุ่นวายปั่นป่วนไปทั่วราชสำนัก เป็นผลให้ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกหมดอำนาจในการปกครองประเทศ ราษฏรได้รับความเดือนร้อนจนเกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลืองและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสามก๊กในเวลาต่อมา
.

บทความที่เกี่ยวข้อง


ข้อมูลอ้างอิง ขันที

เท้าดอกบัว ( Foot Binding )

เท้าดอกบัว

Foot Binding เท้าดอกบัว เป็นค่านิยมของหญิงงามชาวจีนในยุคศตวรรษที่ 10 และได้เสื่อมความนิยมลงในยุคศตวรรษที่ 20 เมื่อเด็กหญิงชาวจีนทีมีอายุประมาณ 3 - 6 ขวบ จะถูกมัดเท้าด้วยผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย อย่างแน่นหนา เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เท้าเจริญเติบโตตามปกติ แต่เนื่องจากเท้ายังคงมีการเจริญโตอยู่ สิ่งที่ได้ก็คือการทำให้เท้าเกิดการเจริญเติบโตอย่างผิดรูป ทำให้เท้าของพวกเธอมีขนาดเพียง 10 -15 เซ็นติเมตรเท่านั้น และหญิงสาวที่มีเท้าเล็กมากจะได้รับการยกย่องว่าเป็น "เท้าดอกบัวทอง"
ขั้นตอนการทำเท้าดอกบัว
  • เท้าจะถูกชโลมด้วย น้ำยาออุ่นสูตรพิเศษ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพร และเลือดสัตว์ น้ำยานี้จะทำให้เท้าอ่อนลงเพื่อง่ายต่อการมัดเท้าให้เล็ก
  • เล็บเท้าจะถูกถอดออก เพื่อป้องกันการงอกใหม่ และป้องกันการติดเชื้อที่บริเวณนิ้วเท้า
  • นิ้วเท้าทั้งแปดจะถูกหักลง ยกเว้นนิ้วโป้ง แล้วห่อมัดเท้าให้อยู่ในรูปทรงที่ต้องการ
Foot Binding เท้าดอกบัวทอง
รูปซ้ายลักษณะการห่อเท้า รูปขวาลักษณะเท้าที่ผิดรูปไปจากการห่อเท้า

กำเนิดและความเชื่อเรื่องเท้าดอกบัว

ที่มาที่ไปของการรัดเท้านั้น มีเรื่องเล่าว่า ในยุคต้นศตรวรรษี่ 10 จักรพรรดิ Li Yu แห่ง ราชวงศ์ถัง ได้สั่งให้นางทาสรัดเท้าของเธอด้วยผ้าไหม และขึ้นไปร่ายรำบนเวทีที่โรยด้วยดอกบัวทอง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ประเพณีการรัดเท้ากับดอกบัวทองจึงเป็นของคู่กันมา
  • บางกระแส ก็บอกว่า การรัดเท้าเป็นแผนที่ผู้ชายสมัยนั้นคิดขึ้นได้อย่างแยบยล เนื่องจาก ในสมัยนั้นจักรพรรดิเกรงว่า เหล่านางสนม นางบำเรอ ที่มีเท้าปกติดี จะหลบหนีออกนอกวังได้อย่างสะดวก สบาย อย่ากระนั้นเลย คิดแผนนี้ขึ้นมาดีกว่า และก็ได้ผลจริงๆด้วย
  • บางกระแส ก็มีความเชื่อที่ว่า การรัดเท้านั้นจะทำให้อวัยวะเพศอวบอูม เป็นที่รักใคร่ของสามี
  • มีความเชื่อว่าผู้หญิงที่มีเท้าเล็กจะมีผู้ชายที่ดีๆ ร่ำรวยมาสู่ขอ
รวมรูปภาพ เ้ท้าดอกบัว


เท้าดอกบัว Foot Binding
รูปซ้ายเป็นรูปเปรียญเทียบให้ดูเท้าของคนปกติ กับเท้าดอกบัว ภาพนี้ภ่ายเมื่อปี 1902 รูปขวาเทียบให้ดูว่ารองเท้าสำหรับหญิงที่มีเท้าดอกบัว รองเท้าใหญ่หว่าซองบุหรี่เล็กน้อยเท่านั้น

เท้าดอกบัวทอง เท้าดอกบัว การรัดเท้าสาวจีน
ปัจจุบันยังมีหญิงชาวจีนบางคนที่มีเท้าดอกบัวที่ยังมีชีวิตอยู่ แม่เฒ่าในรูปมีชื่อว่า โจวกุ้ยเจิน วัย 86 ปี ชาวหมู่บ้าน หลิวอี้ มณฑลหยุนหนัน (ยูนนาน)

รัดเท้า โบราณจีน
ความเชื่อรัดเท้า
รูป X-Ray กระดูกเท้าที่ผิดรูป พร้อมกับภาพลักษณะกระดูกของเท้าดอกบัว

พิธีกรรมประหลาด
รองเท้่าคู่สวย ของหญิงสาวเท้าดอกบัว

บทความที่เกี่ยวข้อง


ข้อมูลอ้างอิง เท้าดอกบัว

คลังบทความ wowboom

เพื่อนๆ wowboom