เล่นไวโอลิน ไปในขณะผ่าตัดสมองไป



ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวในภาพยนตร์ Hollywood ว่ามนุษย์จะสามารถเล่นไวโอลิน ทั้งที่แพทย์กำลังผ่าตัดสมองอยู่ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง

รายละิเอียด

  • นาย โรเจอร์ ฟริสช์( Roger Frisch ) นักไวโอลินฝีมือเยี่ยม เกิดป่วยมีอาการมือสั่นเทา จากการที่สมองส่งสัญญาณผิดปกติออกมา
  • เมื่อแพทย์ได้ทำการวินิจฉัย และพบว่าสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว เริ่มส่งสัญญาณออกมาไม่ปกติ เนื่องจากโรเจอร์ป่วยด้วย โรคสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ (Essential Tremors มีชื่อย่อว่า ET)
  • ทำให้ โรเจอร์ ต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการดังกล่าวหากเขาต้องการจะเล่นไวโอลินต่อไป
  • การผ่าตัดนี้อาจจจะฟังประหลาด ซักหน่อย คือ โรเจอร์ต้องได้รับการผ่าตัดไปพร้อมๆ กับ ต้องเล่นไวโอลินไปด้วย แน่นอนคณะแพทย์คงไม่ขอเช่นนี้เพราะอยากฟัง เสียงไวโอลิน ขณะผ่าตัดเพื่อคลายเครียด
  • สาเหตุที่แพทย์ต้องให้ โรเจอร์เล่นไวโอลินขณะทำการผ่าตัด นั้นเป็นผลมาจาก ทุกตัวโน๊ตที่โรเจอร์ทำสีไวโอลินนั้น ทำให้แพทย์ทราบว่า สัญญาณพัลส์ไฟฟ้า(Electronic Pulses คือ สัญญาณไฟ้ฟ้า ที่ถูกปล่อยออกมาในลักษณะ ปิด-เปิด เป็นจังหวะ) ที่ใช้ในการรักษาอาการที่ส่งเข้าสู่สมองนั้นเหมาะสมกับ การรักษาอาการป่วย ของ โรเจอร์หรือไม่
  • โดยชาวอเมริกันกว่า 10 ล้านคน ป่วยด้วยอาการป่วย ET นี้ (ข้อมูลจาก International Essential Tremor Foundation) โดยอาการที่พบบ่อย คือ อาการสั่นของมือ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาในการดื่มน้ำ กินข้าว แต่สำหรับโรเจอร์ อาการเกิดขึ้นกับมือขวา ทำให้เขาไม่สามารถควบคุม คันชักได้ดั่งใจอีกต่อไป
  • ในขณะที่สาเหตุของโรค ET นี้ยังไม่ทราบแน่นอน ทั้งด้วยการสแกนสมองด้วย MRI และ CAT ก็ไม่สามารถตรวจพบอาการของโรค การวินิจฉัยจะทราบเมื่อเกิดอาการสั่นของร่างกาย
  • ในเคสของโรเจอร์เมื่อการรักษาด้วยยา ไม่เป็นผล Dr. Kendall Lee ผู้จักการของห้องทดลองวิศวกรรมของคลินิกเมโย(the Mayo Clinic Neural Engineering Laboratory) จึงหันไปใช้วิธีรักษาโดย การกระตุ้นสมองส่วนลึก(deep brain stimulation)
  • การผ่าตัดจะทำการฝังตัว อิเล็กโทรด ที่สามารถส่งสัญญาณพัลส์ไฟฟ้าที่เหมาะสม กับ สมองเฉพาะส่วนที่ส่งสัญญาณผิดพลาด
  • ด็อกเตอร์ลี และทีมผ่าตัดพบ บริเวณสมองของโรเจอร์ที่ส่งสัญญาณติดปกติ จึงได้ทำการฝังอิเล็กโทรดเข้าไปในสมองของ โรเจอร์ 2 อัน
  • การที่ โรเจอร์สามารถผ่าตัดสมองไปพร้อมๆ กับเล่น ไวโอลินได้นั้น เนื่องมาจากสมองไม่มีประสาทรับรู้ความรู้สึก เขาจึงไม่เจ็บปวดขณะทำการผ่าตัด
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://abcnews.go.com/WN/WorldNews/cutting-edge-treating-tremors-deep-brain-stimulation/story?id=10138705

ซากทารก เอเลี่ยน ลึกลับ



มันเป็นข่าวดังครึกโครม เมื่อช่วงปี 2007 เมื่อมีชาวไร่จากเม็กซิโก พบ สิ่งมีชีวิตประหลาดติดกับดัก (ชาวไร่กล่าวอ้างว่าตอนพบมันยังมีชีวิต) และซากของมันก็ได้รับการยืนยันว่า เป็นของจริง

รายละเอียด

  • เมื่อราวปี 2007 ชาวไร่นามว่า Marao Lopez ชาวเม็กซิกัน ได้กล่าวอ้างว่าพบ สิ่งมีชีวิตประหลาด(มีลักษณะเหมือน เอเลี่ยน ขนาดเล็ก เท่า ทารก)ติดกับดักมันดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหลบหนี
  • หลังจากมันเสียชีวิต นาย Marao ได้นำมันใส่ถัง ส่งไปให้นักวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย นามว่า Jaime Maussan (นักวิจัยยูเอฟโอ UFO)ตรวจยืนยัน และผลก็ออกมาว่ามันเป็นซากสิ่งมีชิีวิตของแท้ ของจริง แน่นอน
  • โดย Jaime Maussan อ้างว่ากระดูกของ ซากทารกเิอเลี่ยนนั้นมีลักษณะคล้ายกระดูกกิ้งก่า ฟันไม่มีรากฟัน สมองใหญ่ อาศัยอยู่ในน้ำได้เป็นระยะเวลานาน
  • เรื่องราวยิ่งซับซ้อน และลึกลับยิ่งขึ้นเมือ นาย Marao Lopez ถูกพบว่าเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน บ้างก็ว่าเขาถูกเผาทั้งเป็นในรถของเขาเอง ด้วยฝีมืออะไรบางอย่าง(ลือว่าเป็นฝีมือของเหล่าพวก เอเลี่ยน ที่มาแก้แค้น)
  • บ้างก็มีการกล่าวอ้างว่า ผลการตรวจสอบล่าสุด ซากดังกล่าวเป็นซากของ ลิง squirrel ที่สามารถพบได้ในตอนกลาง ถึง ตอนใต้ของทวีปอเมริกา
  • เรื่องราวต่างคาดว่า เป็นการร่วมกันโกหก คือ นาย Marao Lopez อาจไม่สามารถระบุว่าซากดังกล่าวนั้นเป็น ลิง squirrel นั้นเป็นไปได้แต่คาดว่าเขาโกหกเรื่องพบมันขณะมีชีวิต
  • ส่วนที่ 2 คือ นักวิจัย UFO นามว่า James Maussan ได้สร้างเรื่องราวโกหก โดยเปรียบเทียบกับรูปภาพ ที่กล่าวอ้างว่า เป็นภาพถ่ายทารกเอเลี่ยนขณะมีชีวิต กับ ภาพของซากทารกเอเลี่ยนเมื่อเสียชีวิต นั้นมีความแตกต่างกันของ หัวกะโหลก อย่างชัดเจน
  • ความลับเพียงเรื่องเดียวของเรื่องราวนี้ คือ การตายของ Marao Lopez เท่านั้นที่ยังไม่คลี่คลาย

ภาพจั่วหัวคือภาพ ที่ ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น ทารกเอเลี่ยนขณะมีชีวิต ขณะที่ภาพนี้เป็นภาพของซากทารกเอเลี่ยนเมื่อเสียชีวิตแล้ว


ขนาดของซากทารกเิอเลี่ยนเมื่อเสียชีวิตแล้ว


นี้คือภาพของ ลิง squirrel ขณะมีชีวิต
ปล. ผมไม่พบแหล่งอ้างอิงเรื่อง ผลการตรวจสอบ หรือ แหล่งอ้างอิง ที่น่าเชื่อถือได้ ของทั้งสองฝ่ายเรื่องนี้ยังไม่ขอยืนยัน
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://irfanrasyid.blogspot.com/2009/09/identity-mexico-babies-alien-finally.html
  • http://www.dailytelegraph.com.au/news/ufo-puzzle-alien-baby-or-elaborate-hoax/story-e6freuy9-1225768750492

แมลงวันประหลาด



วันนี้นำ แมลงวัน ที่ดูอย่างไรก็เหมืือน แมงมุม เสียมากกว่า เรื่องราวของพวกมันนั้นมีข้อมูลน้อยมาก เนื่องจากตั้งแต่การค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1933 และในปี 1948 หลังจากนั้นพวกมันก็หายสาบสูญไปกว่า 62 ปี จึงได้มีการค้นพบพวกมันอีกครั้ง

รายละเอียด เกี่ยวกับแมลงวันประหลาด หายากที่สุดในโลก

  • แมลงวันขนสยอง(Terrible Hairy Fly) คือชื่อที่ทั่วๆไปของพวกมัน ที่ได้มาจากลักษณะร่างกาย ของ พวกมันที่มีขนยาวยุ่บยั่บเต็มตัวไปหมด
  • แมลงวัยขนสยอง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mormotomiya Hirsuta
  • จากการหายสาบสูญ ของ แมลงวันขนสยอง ไปกว่า 62 ปี ทำให้มีคณะสำรวจ ได้ออกเดินทางไประหว่างเมือง Thika และ Garissa ในเคนย่า เพื่อทำการค้นหาพวกมันอีกครั้งหนึ่ง และก็ไม่ผิดหวังเนื่องจากได้พบพวกมันในถ้ำอันห่างไกล
  • พวกมันมีรูปร่างที่ประหลาดกว่า แมลงวันทั่วไปที่สำคัญ คือ มีปีกเป็นกิ่งเล็กอยู่บริเวณหลัง ที่ไม่สามารถใช้ในการบิน
  • พวกมันมีร่างกาย และขนสีเหลือง จำนวนมากปกคลุมร่างกาย ทำให้พวกมันดูคล้าย แมงมุม เสียมากกว่าจะเป็นแมลงวัน
  • ด้วยลำตัวที่มีความยาวน้อยกว่า ครึ่งนิ้ว(1.25 เซ็นติเมตร) และอาศัยอยู่บนผนังถ้ำที่ความสูงเกือบ 20 เมตร(65 ฟุต) ทำให้ยากยิ่งในการค้นพบพวกมัน
  • แต่สิ่งที่เหมือนแมลงวันทั่วไปคือ พวกมันอาศัย ผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์ และชื่นชอบ ขี้(ค้างคาว) เหมือนเหล่าญาติของพวกมัน
  • พวกมันอาศัยอยู่ในถ้ำอันมืดมิด ที่เต็มไปด้วยค้างคาว ทำให้พวกมันมีดวงตาที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบ กับ แมลงวัน ทั่วๆไป
  • ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพวกมันปรับตัวให้มีขายาวๆ เพื่อใช้เกาะโดยสาร ค้างคาว ในการเคลื่อนที่หรือไม่ แต่ หากพวกมันเกาะไปไหนมาไหนกับค้างคาว ก็น่าจะมีการค้นพบพวกมันในบริเวณที่ค้างคาวบินผ่าน แต่ ก็ไม่มีการค้นพบพวกมันที่อื่นอีกในสถานที่ค้างคาว บินผ่าน

ดูใกล้ๆ ดันเหมือน มด ซะงั้น ที่เห็นเป็นติ่งเล็กที่กลางหลังคือ ปีก
ดูรวมๆ(รูปจั่วหัว) ดันเหมือน แมงมุม
แต่ ไปไงมาไง ดันเป็น แมลงวัน ซะได้

ข้อมูลอ้าอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1336799/Mormotomyia-Hirsuta-Africas-terrible-hairy-fly-Kenya-62-years.html

ภาพจิตกรรมบนเพดานวัด



เมื่อเห็นภาพแล้วก็รู้สึกทึ่ง และงง ในฝีมือของจิตกรที่เขียนภาพ บนเพดานวัดในศาสนาฺฮินดูแห่งนี้ เมื่อถ้าพิจารณาดู จะเห็นว่า ทั้ง ช้าง และ วัว ในรูปนั้นใช้หัวร่วมกัน ภาพจิตกรรมนี้ปรากฎบนฝ้าเพดานในวัดฮินดู ณ วัด Rameshwaram ในเมือง Rameshwaram ประเทศอินเดีย


ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.moillusions.com/2010/12/elephants-head-or-a-cow.html

หมึกล่องหน



ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับหมึกล่องหน ที่เขียนไประยะเวลาหนึ่งแล้วสีหมึกจะจางหายไป แต่ที่แปลกก็คือ ตอนนี้มี หมึกที่แม้เมื่อบันทึกภาพไว้เป็นระบบดิจิตอล มันก็ยังสามารถล่องหนได้ ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ ครับ

ขั้นตอน ทำให้หมึกล่องหน

  1. คลิกที่ภาพเมื่อขยายรูปให้อยู่ในขนาดจริงก่อน
  2. ใช้มือปิดตาขวา
  3. ขยับตัวห่างจากหน้าจออย่างน้อย 50 เซ็นติเมตร
  4. ใช้ตาซ้าย จ้องมองโลโก้ ACE ค่อยๆขยับตัวเข้ามาหาโลโก้ ACE
  5. จะมีอยู่ระยะหนึ่งที่รอยหมึกทางด้านซ้าย หายไป
ปล. เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก สายตาของมนุษย์ันั้นมีระยะที่เรียกว่า จุดบอด(ฺBlind Spots) โดยปกติถ้าเราใช้ตาสองข้างมองวัตถุ เมื่อเข้าถึงระยะจุดบอด ตาอีกข้างจะเข้ามาเติมเต็ม จุดบอดที่เกิดขึ้นกับดวงตาอีกข้าง
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.moillusions.com/2010/06/ink-stains-and-blind-spots.html

ภาพเขียนผีสิง



เรื่องราวของภาพผีสิงนั้นมีอยู่มากมาย แต่ไม่มีภาพเขียนใดเฮี้ยนเท่าภาพเขียนของ Alexa Meade อีกแล้วภาพนี้มีชีวิต มีจิตวิญญาณ ผู้พบเห็นมันต่างต้องตกตะลึง ถึงความเปลี่ยนแปลง จ้องมอง ไม่เว้นแม้แต่พูดคุย


เพียงแค่คุณปลี่ยนมุมมอง ภาพนี้ก็เปลี่ยนไปโดยพลัน เรื่องนี้คือเรื่องจริง
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
ปริศนาความลับ ภาพผีสิงนี้อยู่ที่ วิธีการเขียนรู้ที่ไม่เหมือนใคร บนวัตถุที่มีชีวิต
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v
v

ความลับทั่งหมดอยู่ที่ Alexa Meade ใช้สีเขียน Body Paint บนร่างกายมนุษย์จริงๆ ให้เหมือนภาพเขียนสีอคิลิก ทั้งคน ทั้งอุปกรณ์ตกแต่ง และฉากหลัง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.moillusions.com/2010/06/this-isnt-a-painting.html#more-8202

ประหยัดน้ำมัน



หากจะพูดถึงรถในฝัน สิ่งแรกที่หลายคนคงจะนึกถึงเดิ๋ยวนี้คงต้องเป็นรถที่ ประหยัดน้ำมัน และฝันนั้นก็กลายเป็นจริงเมื่อ โฟร์คสวาเก้น ได้ส่งรถสุดยอด ประหยัดน้ำมัน รุ่น XL1 ที่ใช้น้ำมันดีเซลเพียง 1 ลิตร วิ่งได้ 133 กิโลเมตร ( 313 ไมล์/แกลลอน) นั้นหมายความว่าวิ่งรถจากกรุงเทพ ไป เชียงใหม่ใช้น้ำมันไม่ถึง 6 ลิตร(ค่าน้ำมันไม่เกิน 200 บาท)

รายละเอียด

  • รถสุดยอดประหยัดน้ำมันคันนี้เป็น ยนตกรรมจากค่าย โฟร์คสวาเก้น(Volkswagen) รุ่น XL1
  • ไหนๆจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโลกขนาดนี้ XL1 ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ สู่ บรรยากาศเพียง 23.61 กรัม/กิโลเมตร
  • XL1 ได้เปิดตัวครั้งแรกที่งาน มอเตอร์โชว์2011 ที่ กาตาร์(Qatar)
  • XL1 มีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ดีเซล TDI สองกระบอกสูบ ความจุเครื่อง800 cc. ต่อเชื่อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
  • ตัวถังทำจาก คาร์บอนไฟเบอร์เสริมโฟลีเมอร์ภายนอก(Carbon Fibre reinforced polymer exterior : CFRP) ทำให้เจ้า XL1 มีน้ำหนักเพียง 795 กิโลกรัม
  • ส่วนชิ้นส่วนภายใน ทำจาก เรซิน Resin Transfer Moulding (RTM)
  • XL1 มีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 96.5 กิโลเมตร ด้วยเวลาเพียง 11.9 วินาที (0 ถึง 60 mph in 11.9 sec.)
  • XL1 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 144 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • XL1 ตัวรถมีความยาว 4 เมตร ความสูงเพียง 1.18 เมตร wowboom
  • โดยมีแผนจะจัดจำหน่ายภายในปี 2013 ที่อังกฤษ และในเยอรมัน เป็นแห่งแรก โดยราคายังไม่เป็นที่เปิดเผย
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1350690/XL1-Volkswagen-unveils-313-miles-gallon-car.html

ปลิงพลังงานแสงอาทิตย์

ปลิงทะเล พลังงานแสงอาทิตย์

เราเคยเรียนกันตั้งแต่เล็กๆแล้วว่า พืช สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อนำมาเป็นพลังงานในการดำรงณ์ชีพ แต่ ทราบหรือไม่ว่า การสังเคราะห์แสงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะแค่พืชเท่านั้น สัตว์บางชนิดก็สามารถสังเคราะห์แสง และนำพลังงามมาใช้ในการดำรงณ์ชีพได้เหมือนกัน เช่น ปลิงทะเลบางชนิด

รายละเอียด

  • ปลิงทะเล ที่มีความสามารถในการสังเคราะห์แสงได้นั้นเป็น ปลิงทะเล สปีซี่ส์ Elysia chlorotica โดยต่อไปในบทความจะขอเรียกว่า ปลิงทะเลพลังงานแสงอาทิตย์
  • ปลิงทะเลพลังงานแสงอาทิตย์ มีถิ่นที่อยู่อาศัย ตามแนวชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของ สหรัฐอเมริก ขึ้นไปถึง เมืองNova Scotia ในแคนนาดา(Canada) ในบริเวณที่มีน้ำขึ้นน้ำลง มีความลึกของน้ำประมาณ 0.5 เมตร
  • ปลิงทะเลพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถสังเคราะห์แสงได้เนื่องจาก พวกมันกิน สาหร่าย Vaucheria litorea เข้าไป แต่ทำไมพวกมันจึงสังเคราะห์แสงได้ในเมื่อ วัวก็กินหญ้า ยีราฟก็กินใบไม้ คนก็กินผัก แต่ทำไม สัตว์ หรือ มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์แสงมาเป็นพลังงาน ได้เหมือน ปลิงทะเลพลังงานแสงอาทิตย์
  • ความลับของ ปลิงทะเลพลังงานแสงอาทิตย์ ถูกไขโดย Mary Rumpho ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลิงพลังงานแสงอาทิตย์ จากมหาวิทยาลัย Maime โดยพวกมันมีความสามารถที่จะขโมยยีนจากสาหร่ายที่พวกมันกินเข้าไปมาเป็นของตัวเอง
  • ปลิง จะได้รับ คลอโรพลาสต์ (chloroplast คือ เซลล์สีเขียวในพืชที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแสงอาทิตย์ มาเป็น พลังงาน) จากสาหร่ายที่พวกมันกิน แล้วสะสมไว้ในบริเวณสำไส้ของพวกมัน
  • โดยในปลิงพลังงานแสงอาทิตย์โตเต็มวัย เมื่อกินสาหร่ายสะสมเป็นเวลา 2 อาทิตย์ พวกมันสามารถมีชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องกินอะไรอีกเลยเป็นเวลา 1 ปี เพียงแค่ขอให้มีแสงแดดให้พวกมันสังเคราะห์ได้ก็เพียงพอแล้ว
  • แต่ก็ยังมีความลับที่ไม่สามารถไขได้เหลืออยู่คือคลอโรพลาสต์ นั้นสามารถทำงานได้อย่างไรในเซลล์ของปลิง เนื่องจากในเซลล์ของปลิงนั้นมีโปรตีนที่จำเป็นในการทำงานของ คลอโรพลาสต์ เพียง 10% เท่านั้น มันคือความลับที่รอการไขต่อไป
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.trendhunter.com/trends/photosynthetic-sea-slug
  • http://ianimal.ru/topics/morskojj-slizen-elysia-chlorotica อ้างอิงในส่วนภาพ

ห้างเขาวงกต





หากคุณกำลังคิดว่าคุณกำลังหลงทางอยู่ในห้างขายเฟอร์นิเจอร์ Ikea รับรองว่าคุณมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกมากแน่นอน เนื่องจากห้างได้ออกแบบให้พื้นที่ภายในห้าง เสมือนเป็นเขาวงกต

รายละเอียด

  • ทางห้างได้ออกแบบพื้นที่ภายในห้างโดยอาศัย หลักทางจิตวิทยา เพื่อกระชากตังค์ออกจากกระเป๋าของเหล่าลูกค้าให้มากที่สุด
  • โดยทำการออกแบบให้พื้นที่ภายในห้องเสมือนเป็นเขาวงกต โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่าระหว่างที่ ลูกค้า กำลังเดินลัดเลาะไปมา ก็จะเดินผ่านสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่จัดแสดง อยู่ระหว่างทาง ความสับสนจะกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น
  • ห้างถูกออกแบบมาอย่างดีให้ลูกค้าเดินวนชมสินค้าไปเรื่อย มากว่า ที่จะเดินมุ่งไปยังทางออกเมื่อได้สินค้าที่ต้องการ
  • การออกแบบพื้นที่เป็นเขาวงกต เพื่อเป็นการรั้งลูกค้าอยู่ในห้างนานที่สุด ยิ่งนานยิ่งมีโอกาสขายได้มากขึ้น เนื่องจากบางครั้งลูกค้าตั้งใจมาซื้อแค่ เก้าอี้ตัวเดียว แต่เมื่อเดินผ่านสินค้าที่ยังขาดอยู่ แต่ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อตั้งแต่แรก ก็มีโอกาสที่ ลูกค้าจะซื้อสินค้านั้นเพิ่มเติม
  • ห้าง Ikea ออกแบบให้ทางเดินนั้นสับสน ยุ่ง ทำให้ลูกค้าพบสินค้าที่ถูกใจ ลูกค้าจะหยิบของใส่รถทันทีเนื่องจากกลัว ว่าถ้าเดินเลยไปจะกลับมาหาของไม่เจอ หรือ ถ้าย้อนมาเจอแต่ก็ต้องเสียเวลามากเนื่องจากทางวกวน
  • ยิ่งมีงานศึกษาของ Bluewater centre ใน Kent ที่เิปิดเผยออกมาว่า ลูกค้าใช้เวลาเฉลี่ยใน Ikea ประมาณ 3 ชั่วโมง และยิ่งน่าตกใจกว่าเมื่อมีลูกค้าบางคนใช้เวลามากถึง 8 ชั่วโมง ภายในห้าง
  • แต่ใช่ว่าใครก็นำแนวคิดเขาวงกตไปใช้ได้ มันถูกออกมาอย่างดี มิเช่น นั้นมันอาจทำให้ลูกค้าเสมือนพบ ฝันร้าย จากการช็อปปิ้ง

ด้านหน้าของห้าง Ikea


ข้อมูลอ้างอิง

http://www.dailymail.co.uk/femail/article-1349831/Ikea-design-stores-mazes-stop-shoppers-leaving-end-buying-more.html

พระอาทิตย์ดวงที่สอง



เป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก เมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ ได้ออกมาเปิดเผยว่าอาจจะภายในปีนี้ จะปรากฏพระอาทิตย์ดวงที่ สอง ขึ้นบนท้องฟ้า ให้ชาวโลกได้เห็น

รายละเอียด

  • พระอาทิตย์ดวงที่สองนี้ เป็นการเปรียบเปรย ถึงแสงสว่างสุกสกายขนาดใหญ่บนท้องฟ้า ที่มนุษย์เราสามารถมองเห็นได้ ความสว่างและยิ่งใหญ่นั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าดวงอาทิตย์ก็ไม่ปราณ
  • ส่วนสิ่งที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน และแสงสว่างมหาศาลนั้นคืออะไร คำตอบก็คือ ดวงดาวสีแดงขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า Betelgeuse ที่เดินทางมาถึงวาระสุดท้าย จากการที่มันได้ใช้พลังจากแกนกลางของดวงดาว จนหมดสิ้นทำเกิดการยุบตัว และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเกิดการระเบิดเป็นซุปเปอร์โนว่า(Supernova) ในที่สุด
  • ดาว Betelgeuse เป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับที่ 9 บนท้องฟ้า และสว่างเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มดาวนายพราน (Constellation of Orion)
  • ชาวโลกจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้ เสมือนนั่งชมอภินิหารจากพระเจ้า จากจักรวาลอันไกลพ้นกว่า 640 ปีแสง บนโซฟาหลุยส์ ที่จะเปลี่ยน คืน เป็น วัน ในชั่วพริบตา เป็นเวลาเกือบครึ่งเดือน พร้อมกับการปรากฎของ พระอาทิตย์ดวงที่สอง แต่นี้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ ถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นอย่างไรนั้นก็ได้เพียงขอ มันขึ้นจริงเท่านั้น
  • โดยนาย Brad Carter จากมหาวิทยาลัย the University of Southern Queensland ประเทศ ออสเตรเลีย ได้ออกมายืนยันว่าการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่นี้อาจจะเกิดก่อนปี 2012 หรือ ไม่แน่ก็อาจนานได้ถึง อีก 1 ล้านปี ก็ได้ (ปล.ผมอ่านมาถึงนี้เซ็งโคตร ตกลงชีวิตน้อยๆอย่างผมจะมีโอกาสได้เห็นหรือเปล่ากันนะ)
  • โดย Brad Carter ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเมื่อดวงดาวเดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต จะพบเห็นอนุภาคขนาดเล็กที่พ่นออกมาเหมือนสายฝน ที่เรียกว่า นิวทริโน(Neutrino)
  • แต่เนื่องจากระยะทางอันห่างไกลจากโลก จึงคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับโลกของเรา
  • ภาพจั่วหัวคือภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1349383/Earth-second-sun-year-supernova-turns-night-day.html

ดูดซอกคอ



ใครจะเชื่อว่ากิจกรรมทางเพศ บางอย่างเช่นการถูกดูดซอกคอ จะเป็นอันตรายถึงขั้นเป็น อัมพาต

รายละเอียด

  • สาวใหญ่วัย 44 ปี ชาวนิวซีแลนด์ นางหนึ่งถูกส่งมายังโรงพยาบาลภายในเมือง Auckland ประเทศนิวซีแลนด์(New Zealand) เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนซ้าย
  • แพทย์สังสัยว่าเธอจะมีอาการของ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน(Stroke) แต่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าเกิดขึ้นจากอะไรอย่างชัดเจน
  • จนคณะแพทย์พบว่าซอกคอด้านขวา ของ เธอมีรอยช้ำเป็นจ้ำเล็ก จากการซักถามจึงทราบว่า รอยช้ำนี้เกิดจากการที่เธอถูกสามีขบกัด และดูดซอกคออย่างรุนแรง
  • ทำให้แพทย์ทราบว่า สาเหตุของการเกิดอัมพาตของเธอ นั้นเกิดจาก การถูกดูดซอกคอทำให้หลอดเลือดแตกทำให้เกิดห้อเลือด ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นได้หลุดไหลไปยังหัวใจ และเป็นหตุให้เกิดโรคเส้นเลือดในสมองอุดตันในที่สุด wowboom
  • ด็อกเตอร์เท็ดดี้ วู(Teddy Wu) จึงทำการสืบค้นหาว่าเคยมีเคส ถูกดูดจนเป็นอัมพาตเช่นนี้มาก่อนหรือไม่เพื่อค้นหาวิธีรักษา แต่ไม่เคยมีบันทึกว่าเคยมี เคส เช่นนี้มาก่อน
  • คณะแพทย์จึงได้ทำการรักษาโดยใช้ยา warfarin และ Anti-coagulant เพื่อสลายลิ่มเลือด และอาการต่างของเธอก็หายในเวลา 1 อาทิตย์
ข้อมูลอ้างอิง
  • http://www.dailymail.co.uk/health/article-1349201/Woman-suffers-stroke-amorous-partner-gives-love-bite.html

ปราการเกาลูน


ภาพนี้มันคือ สถานที่ ที่เคยมีอยู่จริงบนโลกนี้ ที่มีชื่อเรียกว่า ปราการเกาลูน(Kowloon Walled) ลักษณะของเมืองเหมือนดั่งชื่อของมัน ที่ทั่วทั้งเมืองดุจดังปราการเหล็กทั้งสี่ด้าน


รายละเอียดเกี่ยวกับ ปราการเหล็กเกาลูน

  • ปราการเกาลูน ตั้งอยู่บริเวณ ทางตะวันออกเฉึยงเหนือ ของ คาบสมุทรเกาลูน
  • เรื่องราวของ เกาลูนนั้นสืบย้อนไปได้ถึงช่วง ราชวงศ์ซ่ง(Sung Dynasty) โดยในยุคนั้น เกาลูนเป็นเพียงพื้นที่มีความสำคัญ 2 อย่างคือ หนึ่งผลิตเกลือ และสองเป็นพื้นที่สำหรับป้องกันโจรสลัด
  • ต่อมาในช่วงกลางของศตวรรษที่ 18 เมื่อจีนต้องจำใจยก เกาะฮ่องกงให้แต่ อังกฤษ จากสนธิสัญญานานกิงในปี 1842
  • ในปี 1898 จีน ถูก อังกฤษบังคับเช่า ฮ่องกงดินแดนใหม่ไปอีกถึง 99 ปี แต่ ไม่รวมพื้นที่บริเวณ ปราการเกาลูน ทำให้ปราการเกาลูนนี้ถูกสร้างและปรับปรุงเป็นป้อมปราการในการคงกำลังทหารในพื้นที่ ตราบเท่าที่ไม่มีการล่วงละเมิดต่อกฎหมายของอังกฤษ
  • หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกลุ่มคนเข้าจับจองพื้นที่ในปราการเกาลูนเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย อังกฤษพยายามขับไล่กลุ่มคนเหล่านั้นหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล เนื่องจาพื้นที่นั้นอยู่นอกการควบคุมของอังกฤษ และทางจีนก็ไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งยังแอบให้การสนับสนุนอย่างลับๆ
  • นั้นเป็นปฐมบท แห่ง เมืองไร้กฎหมาย สวรรค์ของเหล่าร้าย นักค้ายา โสเภณี และยาเสพติด
  • ตึกสูงที่สร้างเพื่อเป็นบ้านเช่า ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอย่างไรการควบคุม ไม่มีสาธารณูปโภคต่างๆที่เพียงพอมารองรับ ทุกอย่างผุดขึ้นผุดขึ้น จนพื้นดินมิเคยต้องแสงตะวันอีกเลย
  • ต่อมา รัฐบาลของทั้งสองคือ ฮ่องกง และจีน ร่วมมือกันเข้าไปสะสางสภาพ อนาภิปไตย(anarchic) ภายในปราการเกาลูน ทำให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงอย่างมาก ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองดีขึ้น
  • ในปี 1987 ปราการเกาลูน ก็ต้องปิดฉากลงเมื่อมันถูกทุบรื้อ เพื่อก่อสร้างเป็น สวนสาธารณะ
  • ก่อนที่มันจะถูกทุบทิ้งมีการเข้าไปสำรวจ และได้มีการประเมินประชากรภายใน ปราการเกาลูน โดยคาดว่าน่าจะมีประชากรอยู่ประมาณ 50,000 คน โดยที่ปราการเกาลูนนั้นมีพื้นที่เพียง 0.026 ตารางกิโลกเมตร หรือ เท่ากับว่า 1 ตารางเมตรมีคนอยู่ 1.92 คนทีเดียว นั้นทำให้มันกลายเป็น สถานที่ แออัดที่สุดในโลก
  • หลายคนอาจจะสงสัยในรูปพื้นที่ตรงกลาง คือ อะไรทำไมจึงเว้นว่างไว้ไม่กลายเป็นตึกสูง พื้นที่ดังกล่าวเริ่มแรกเป็น พื้นที่ของที่ว่าการรัฐ เมื่อเหล่าข้าราชการย้ายออกไป มันก็ถูกใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อเลี้ยงเด็กกำพร้า โรงเรียน คลีนิก
คลังภาพ



มันคือหนึ่งอดีตของเมืองที่ไร้กฎหมาย แห่งรวม ด้านมืดของเกาะฮ่องกง อันศิวิไลซ์


มันคืออดีตของพื้นที่ แออัดที่สุดในโลก

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Kowloon_Walled_City
  • http://www.archidose.org/
  • http://www.geocaching.com/seek/cache_details.aspx?guid=f0120fe5-981a-4036-8856-458b4f60b9b6

ป้องกันการ ถอด แกะ อุปกรณ์ ของ แอ็ปเปิ้ล



หากใครต้องการจะทำการซ่อมแซม ถอดเปลี่ยนอุปกรณ์ ของ ไอโฟน คงทำกันไม่ได้ง่ายอีกต่อไปแล้วเนื่องจาก ขณะนี้ทาง Apple กำลัง นำสกรู รูปแบบใหม่ออกมาใช้งาน

รายละเอียด

  • การจะเปิดซ่อม หรือซ่อม iPhone จากบุคคลที่ไม่ใช่จากศูนย์แอ็ปเปิ้ล คงไม่สามารถทำได้ง่ายๆอีกต่อไปเนื่องจาก แอ็ปเปิ้ลกำลังนำ สกรูรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Pentalobe มาแทนที่ สกรูรูปแบบเดิมๆ
  • สกรูแบบ Pentalobe นี้มีลักษณะเป็น คล้ายดาว 5 แฉก แต่แทนที่จะเป็นปลายแหลม กลับกลายเป็น ลักษณะโค้งมน(ดังภาพจั่วหัว) ซึ่งทำให้ไขควงที่มีขายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้ไม่สามารถใช้ไขมันได้อีกต่อไป
  • สกรูแบบ Pentalobe นี้กำลังถูกนำมาใช้กับ อุปกรณ์ที่ผลิตออกมารุ่นใหม่ของ Apple เช่น MacฺBook Air และ iPhone 4 เป็นต้น
  • หลายคนบอกว่าเดิ๋ยว พี่จีน ก็ทำไขควงชนิดนี้ออกมาขาย ก็ใช่ครับแต่เนื่องจากจำนวนการผลิตที่น้อย จึงทำให้ไขควงนี้คงมีราคาแพงมาก หาซื้อได้ยาก และ ทางแอ็ปเปิ้ลก็มีแนวโน้มที่จะออก สกรู แบบใหม่มาเรื่อยๆ เพื่อแก้เผ็ด ถ้ามีผู้ผลิตไขควงสำหรับ สกรูแบบ Pentalobe ออกมาใช้กัน
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1349144/Apple-fits-iPhone-4-fixings-impossible-remove.html

ย้อนรอย ช้อน ส้อม มีด ตะเกียบ



คุณอา เว็บอะโฮลิก ได้ฝากข้อความ "อยากให้แอดมินเด่น ค้นหาว่า ช้อนส้อมมีต้นกำเนิดมาจากใคร" ในเมื่อขอมาก็จัดให้ครับ

รายละเอียดเกี่ยวกับ ส้อม

  • ส้อมสามารถสืบย้อนไปได้ถึงช่วง ยุคกรีก(Greek) และมีการบันทึกในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาษาฮิบบรู ในส่วน I Samuel 2:13
  • คำว่า Fork(ส้อม) มีรากศัพท์มาจากภาพลาตินจากคำว่า Furca ที่หมายถึง โกย(Pitchfork)
  • ส้อมในยุคเริ่มแรกนั้นไม่ได้มีลักษณะเหมือนดั่ง ส้อมในปัจจุบันนัก เนื่องจากมันมีขนาดใหญ่โตกว่ามาก และมี ฟันส้อมเพียง 2 ซี่ เท่านั้น
  • ส้อมในยุคกรีกมีไว้สำหรับเสียบยึดเนื้อ ให้มั่นคงไม่หลุดหมุน ในการทำครัว การเสริฟอาหาร
  • แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงในช่วง ศตวรรษที่ 7 ราชวงศ์ในตะวันออกกลาง ได้มีการใช้ส้อมบนโต๊ะอาหาร wowboom
  • ต่อมาใน ศตวรรษที่ 10 - 13 ส้อมบนโต๊ะอาหาร เป็นสัญลักษณ์ถึงความมั่งคั่งของผู้มีอันจะกิน สำหรับเหล่าไฮโซใน Byzantium(เมืองในยุคกรีกโบราณ ปัจจุบันเป็นประเทศตุรกี)
  • ใน ศตวรรษที่ 11 ภรรยาของผู้ครองเมือง Byzantium ได้นำส้อมติดตัวไปใช้ในอิตาลี แต่ส้อมก็ไม่ได้รับความยอมรับ หรือเป็นที่นิยม จนเวลาล่วงเลยมาอีกกว่า 500 ปี จนใน ศตวรรษที่ 16 ส้อมจึงเป็นที่นิยมและใช้อย่างกว้างขวางใน อิตาลี
  • ในปี 1533 เมื่อ แคทเธอรีน เดอ เมดิชิ(Catherine de Medicis) ได้แต่งงานพระเจ้าเฮนรี่ที่สอง(ในอนาคต) ส้อมที่ติดตัวมากับ แคทเธอรีน จึงถูกนำไปใช้ในฝรั่งเศล
  • ต่อมาในปี 1608 ระหว่างที่นาย Thomas Coryate ท่องเที่ยวอยู่ในอิตาลี ได้เห็นชาวอิตาเลี่ยนใช้ส้อมในการรับประทานอาหาร จึงได้นำส้อมกับไปที่อังกฤษ
  • ชาวอังกฤษในยุคแรก เมื่อเห็นการใช้ส้อมบนโต๊ะอาหารต่าง เย้ยหยัน ว่ามันคืออุปกรณ์สำหรับ ตุ๊ด(ชายใดใช้ส้อมในยุคนั้นไม่แมนเอามากๆ) และเป็นสิ่งไม่จำเป็น พร้อมกับคำพูดที่ว่า "ไยเราจึงต้องใช้ส้อมเมื่อพระเจ้าได้ให้มอบมือให้เรา"
  • แต่เมื่อมาถึงในช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 ส้อมคือเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร สำหรับชนชั้นสูงในอังกฤษ โดยส้อมถูกสร้างด้วยวัสดุราคาแพง เช่น เงิน ทอง งาช้าง อย่างงดงาม
  • ต่อมาในช่วง ศตวรรษที่ 17 ฝรั่งเศลได้มีการใช้ส้อม แบบ สี่ซี่ ที่มีลักษณะฟันโค้ง เพื่อให้สามารถใช้ตักอาหารได้ด้วยเพื่อความสะดวกไม่ต้องสลับไปมาระหว่างการใช้ ช้อน กับ ส้อม
  • ต่อมาในศตวรรษที่ 19 ส้อมแบบหลายซี่ได้ถูกสร้างขึ้นใน ฝรั่งเศล และอังกฤษ และค่อยๆแผ่แพร่เข้าสู่ อเมริกา
ส่วนคำถามของ คุณอา เว็บอะโฮลิก ว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นส้อมแบบระบุชื่อคงไม่สามารถสืบค้นหาเจอเนื่อง จากไม่มีบันทึกไว้ ส่วน ช้อนก็ยิ่งสืบค้นหายากยิ่งกว่าเนื่องจาก ช้อนนั้นถูกค้นพบว่ามีการใช้กันตั้งแต่ ยุคหินใหม่ โดยช้อนในยุคแรกจะใช้ ไม้ หรือ เปลือกหอย เป็นช้อนตักอาหาร
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://research.calacademy.org/redirect?url=http://researcharchive.calacademy.org/research/anthropology/utensil/forks.htm
  • http://inventors.about.com/library/inventors/blbleating.htm

เห็นภาพครั้งแรกนึกว่าเครื่องประดับ



หากไม่บอกผมก็คงเดาไม่ถูกว่ามันคืออะไร? แต่ถ้าทราบอาจจะยิ่งประหลาดใจ เพราะมันคือ หอยเม่น ว่าทำไมมันถึงมีรูปลักษณ์แตกต่างไปจาก หอยเม่น ที่เราเคยรู้จักนัก แล้วหนามแหลมที่คุ้นตานั้นหายไปไหนหมด

รายละเอียดเกี่ยวกับ หอยเม่นหมวกกันน็อค

  • หอยเม่นหมวกันน็อค มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Colobocentrotus atratus
  • หอยเม่นหมวกกันน็อค(Helmet Urchins) หรือบางทีรู้จักกันในชื่อ หอยเม่นกระเบื้องมุงหลังคา(shingle urchin)
  • รูปลักษณะที่แตกต่างจาก หอยเม่นทั่วไปก็คือ พวกเนื้อตัวที่เกลี้ยงเกลาดุจมุงด้วยกระเบื้อง ไร้ซึ่งหนามแหลมแม้แต่อันเดียว
  • หอยเม่นหมวกกันน็อค พบได้ตามโขดหินตามชายหาดที่มีคลื่นซัดถึง ในบริเวณที่เรียกว่า Indo-West Pacific และ ฮาวาย (Hawaii)
  • พวกมันปรับตัวให้เหมาะสมกับพื้นที่อยู่อาศัยอย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากถิ่นที่อยู่ของพวกมันมีคลื่นลมรุนแรง ทำให้มีนักล่าน้อยนักที่จะเข้าถึงตัวพวกมันได้
  • การที่อยู่ในพื้นที่มีคลื่นลมรุนแรง หนามแหลมนั้นเป็นอุปสรรค เนื่องจากมันจะต้านคลื่นอาจทำให้พวกมันถูกซัดหลุดจากโขดหินที่อยู่อาศัย และเมื่อไม่มีผู้ล่าหนามแหลมที่ใช้ป้องกันตัวจึงหมดความจำเป็นไป
ข้อมูลอ้างอิง


น้ำลุกเป็นไฟ



ใครจะเชื่อว่าน้ำประปาที่ปล่อยออกมาจาก ก๊อก จะสามารถ ลุกเป็นไฟได้ดังภาพ แต่มันก็เกิดขึ้นจริงในสหรัฐอเมริกา แต่ มันเกิดจากอะไร ต้องติดตามต่อไปครับ

รายละิเอียด

  • แน่นอน ถ้าเป็น H2O เป็นไปไม่ได้ที่มันจะติดไฟ เนื่องจากถ้ามันได้รับความร้อนอย่างมากมันก็กลายเป็น ไอ ฉะนั้นการที่มันจะ ลุกติดไฟได้ ก็เนื่องจาก มันมีสารปนเปื้อน
  • มีรายงานว่าใน สหรัฐอเมริกา บางพื้นที่มีการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ที่ แห่งก๊าซคือ หินดานก๊าซ(Shale Gas)
  • ขบวนการขุดเจาะก๊าซจาก หินดานก๊าซ นั้นในช่วงแรกจะขุดเจาะลงไปในแนวดิ่งเมื่อถึงชั้น หินดานก๊าซ จะทำการขุดเจาะต่อไปในแนวนอนตามชั้น หินดานก๊าซ แล้วจะทำการย่อย หินดานก๊าซ ด้วยน้ำผสมสารเคมีแรงดันสูง เพื่อเป็นการ ปลดปล่อยก๊าซธรรมชาติ ออกมาจากชั้นหิน
  • เนื่องจากขบวนการดังกล่าวทำให้คาดว่าจะมีการปนเปื้อน ของ น้ำเสียจากขบวนการผลิตก๊าซ เข้าสู่ชั้นดิน แหล่งน้ำบาดาล และ น้ำผิวดิน
  • เมื่อแหล่งผลิตน้ำประปามีการปนเปื้อน เมื่อผลิตน้ำประปาออกมาก็จะมีการปนเปื้อน ทำให้น้ำประปา เหล่านั้น ลุกเป็นไฟ
คลิปวีดีโอ


คลิปวีดีโอ น้ำก๊อกลุกติดไฟ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/news/article-1347850/Shale-gas-trials-begin-Britain.html

เสื้อกันกระสุน ชนิด ของเหลว


เสื้อกันกระสุน คือ เกราะอ่อนที่มีไว้สำหรับป้องกันอันตรายจาก คม กระสุน แต่เสื้อกันกระสุนระบบเดิมนั้นมีข้อด้อยคือ ไม่ยืดหยุ่น ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก ทำให้มีความจำเป็นต้องเว้นการป้องกันบริเวณข้อต่อต่างของร่างกาย ข้อด้อยอีกอย่างคือ น้ำหนักที่มาก จึงมีการพัฒนาเสื้อกันกระสุน ชนิดของเหลว เพื่อกลบข้อด้อยเหล่านั้น

รายละเอียด


  • พัฒนาการณ์ใหม่ล่าสุด ของ เสื้อกันกระสุน ที่มีชื่อเรียกเก๋ๆว่า เสื้อกันกระสุนคัสตาร์ด('bullet-proof custard) เนื่องจากได้มีการแทรกชั้นของเหลว ที่มีลักษณะเป็นวุ้น เข้าไปในเสื้อกันกระสุน
  • เสื้อกันกระสุนระบบเดิมนั้นใช้ ผ้าเคฟล่าร์(Kevlar) ซ้อนทับกัน 30 -40 ชั้น (ยิ่งซ้อนกันมากชั้นยิ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันกระสุนได้ดีขึ้น) แต่ ข้อเสียของการใช้ผ้าเคฟล่าร์ซ้อนกันหลายชั้นคือ ยิ่งซ้อนมากยิ่งมีน้ำหนักมาก ขาดความยือดหยุ่น
  • ใช่ว่าเมื่อใส่เสื้อกันกระสุนแล้วจะไม่ได้รับบาดเจ็บ เมื่อถูกยิง ถึงกระสุนจะฝังเข้าสู่ร่างกาย แต่ แรงกระแทกจากกระสุนนั้นยังสามารถทำให้ร่างกายบาดเจ็บได้
  • จึงได้มีการพัฒนาเสื้อกันกระสุน ชนิดใหม่ ที่มีความยือหยุ่น และสามารถแข็งตัวขึ้นเมื่อได้รับแรงกระแทกจะกระสุน
  • โดยเสื้อกันกระสุนชนิดใหม่นี้ได้มีการเสริมชั้นของเหลวเพิ่มเข้ามา ในระหว่างชั้นเคฟล่าร์ ซึ่งจะทำให้สามารถลดจำนวนชั้นเคฟล่าร์ให้เหลือเพียง 10 ชั้น นั้นจึงทำให้เสื้อกันกระสุนคัสตาร์ดนี้ มีน้ำหนักเบาลง และมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น
  • ที่สำคัญคือเสื้อกันกระสุนนี้มี คุณสมบัติของเหลว ที่จะสามารถอธิบายง่ายๆ ตัวอย่างเมื่อเราเอาวัสถุตีลงบนน้ำแรงๆจะสัมผัสได้ว่าน้ำจะออกแรงต้านมากว่าการ การตีเบาๆ ทำให้เสื้อกันกระสุนคัสตาร์ด เมื่อถูกกระสุนกระแทกรุนแรง ชั้นของเหลวจะเกิดการแข็งตัวขึ้น และกระจายแรงกระแทกออกไปในวงกว้าง ทำให้ผู้สวมใส่ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกลดลง
  • เสื้อกันกระสุนคัสตาร์ด นี้ ได้แสดง
  • ของเหลวที่ถูกนำมาใช้ในการทำเสื้อกันกระสุนปืน นี้มีชื่อเรียกว่า shear thickening fluid โดยมันถูกนำมาเปรียบเทียบว่าเหมือน คัสตาร์ด เนื่องจาก มีความสามารถที่โมเลกุลของเหลวจะจับตัวกัน เมื่อถูกแรงกระแทก ทำให้เกิดของเหลวมีสภาพ ข้นเหนียวขึ้น เช่นเดียวกับครีมซอสขนมคัสตาร์ด ที่จะเข้นเหนียวขึ้นเมื่อถูกกวนตอนร้อน
  • อธิบายภาพจั่วหัว จะเห็นว่า เสื้อกันกระสุนระบบเดิม(ภาพสีขาว) เมื่อกระสุนกระแทกแรงกระแทกจะไม่กระจายตัว แต่เสื้อกันกระสุนระบบของเหลว(ภาพสีเหลือง) เมื่อกระสุนกระแทกแรงกระแทกจะถูกระจายออกไปทั่วเป็นวงกว้าง ทำให้ได้รับบาดเจ็บน้อยลง

ภาพการทดสอบประสิทธิภาพ วัสดุเคฟล่าร์ 10 ชั้น แต่ละชั้นแทรกไว้ด้วยของเหลว shear thickening fluid


ภาพวัสดุเคฟล่าร์ 31 ชั้น จะเห็นว่าเมื่อกระสุนกระทบ แรงกระแทกที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่า แบบแทรกชั้นของเหลว มากมายนัก

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1346877/Bullet-proof-custard-British-soldiers-wearing-revolutionary-new-liquid-body-armour-years.html

คืนชีพ



หากจะกล่าวถึงพลังอำนาจของพระเจ้า สิ่งหนึ่งที่ต้องนึกถึงคือ การฟื้นคืนชีพให้แก่คนตาย แต่ถ้าพระเจ้าไม่มีจริงมนุษย์เรา กำลังเหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนแห่งพระเจ้า เมื่อ พวกเรามีวิทยาศาสตร์ เป็น ดั่งมนต์ และพรวิเศษ ที่สามารถฟื้นคืนชีพให้แก่คนหัวใจหยุดเต้นกว่า 3 ชั่วโมงกลับมาชีวิตอีกครั้ง ได้

รายละเอียด

  • นาย Arun Bhasin วัย 53 ปี ถูกพบนอนหมดสติ อยู่ใน Croydon ในเดือนธันวาคมภายใต้อุณหภูมิ ลบ 10 องศาเซลเซียส
  • นาย Arun Bhasin ถูกนำส่งตัวสู่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย Croydon ในสภาวะหัวใจหยุดเ้ต้น(cardiac arrest)
  • แต่นับว่านาย อรัน ยังโชดดีอย่างมากเมื่อเขาได้รับการดูแลโดยแพทย์กู้ชีพ(resuscitation doctor) 2 ท่าน กับ เครื่องปั๊มหัวใจ Zoll (Zoll AutoPulse pump)
  • เครื่องปั๊มหัวใจ Zoll มีลักษณะเป็นแถบคาดหน้าอก พ่วงต่อกับแบตเตอร์รี่ โดยสามารถปั๊มหัวใจอย่าง การทำ CPR ด้วยอัตรา 100 ครั้ง/นาที
  • เครื่องปั๊มหัวใจ Zoll ทำการปั๊มหัวใจนาย อรัน อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง (ปั๊มหัวใจกว่า 2 หมื่นครั้ง) ถึงได้สามารถดึงนาย อรัน กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง
  • ด้วยการปั๊มหัวใจอย่างต่อเนื่องนี้เอง จึงทำให้ยังมีเลือดมากเพียงพอไปหล่อเลี้ยงสมอง ทำให้ถึงแม้นาย อรัน จะหัวใจหยุดเต้นไปถึง 3 ชั่วโมงครี่ง สมองก็ยังไม่ขาดออกซิเจน
  • ภาพจั่วหัวคือเครื่องปั๊มหัวใจ Zoll
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/health/article-1347074/AutoPulse-CPR-machine-keeps-Arun-Bhasins-heart-beating-3-5hours.html

ภาพสแกนด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน



เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อ เราใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกน ถ่ายภาพเครื่องใช้ไม้สอยภายในบ้าน แต่สิ่งที่เผยให้เห็นนั้นเหมือนจะเครื่องใช้จากต่างมิติ

รายละเอียดเกี่ยวกับภาพถ่าย

  • ภาพถ่ายชุดนี้เป็นภาพถ่าย วัสดุ วัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ ที่พบในบ้าน ในห้องนอน ในห้องครัว ของเราท่าน ได้ทั่วไป
  • ภาพถ่ายชุดนี้ ถ่าย โดย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกน (Scaning Electron Microscopes หรือเรียกย่อๆว่า SEM)
  • ภาพถ่ายชุดนี้เป็นผลงานของ ช่างภาพเกษียรอายุ นามว่า Steve Gschmeissner
ลองทายกันดู นะครับ แล้วลอง Post บอกหน่อยก็ได้ที่ด้านล่างว่าเห็นอะไร ก่อนดูเฉลยว่าจะถูกซักกี่ข้อ จาก 5 ข้อ มีคำใบ้ให้ด้วยคิดว่าไม่ยากเกินไปนะครับ(ปล.ผมทายถูกตั้ง 1 ข้่อ ก่อนอ่านเนื้อความ)
By Admin DEN


1.สิ่งของนี้คืออะไร?
คำใบ้ สก๊อยผมแดง ร้อนแรงเป็นไฟ
ดูเฉลยโดยคลิกที่ช่องนี้

.

2.สิ่งของนี้คืออะไร?
คำใบ้ แปรงปัดสกปรก ซ่อนเร้นใกล้ชิด มิดชิดไม่เห็น
ดูเฉลยโดยคลิกที่ช่องนี้

.

3.สิ่งของนี้คืออะไร?
คำใบ้ ยิ่งเกายิ่งมัน ครวญครางเสียงดัง
ดูเฉลยโดยคลิกที่ช่องนี้

.

4.สิ่งของนี้คืออะไร?
คำใบ้ เมื่อน้ำเหือดแห้งเหลือไว้ขาวโพรน กับ เม็ดกลมสีดำบดตำร้อนแรง
ดูเฉลยโดยคลิกที่ช่องนี้

.

5.สิ่งของนี้คืออะไร?
คำใบ้ เส้นสายขัดถู ขัดถูซอกเร้น กลิ่นเหม็นร้ายกาจ
ดูเฉลยโดยคลิกที่ช่องนี้

.
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1346751/Getting-nitty-gritty-Amazing-microscopic-images-household-objects.html

ฟันน้ำนม



ก็ไม่แปลกอะไรถ้าทารกจะมีฟันน้ำนมงอกขึ้นมาเมื่อ พวกเขามีอายุได้ประมาณซัก 6 เดือน แต่หนูน้อยโอลิเวอร์ กับ เกิดมาพร้อมกับพันน้ำนม 2 ซี่ ดังภาพ

รายละเอียดเกียวกับบทความ

  • เด็กทารกมีการพัฒนาฟันน้ำนมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่จะไม่งอกขึ้นมาจากเหงือกจนกว่าจะมีอายุได้ประมาณ 6 เดือน เมื่อเด็กสามารถทานอาหารอ่อนได้บ้าง
  • เด็กจะมีฟันน้ำนมขึ้นจนครบ 20 ซี่ เมื่อมีอายุได้ประมาณ 3 ขวบ และจะเริ่มหลุดล่วง เมื่ออายุได้ประมาณ 5 ขวบ และมีฟันแท้ขึ้นมาทดแทนจนครบ 32 ซี่
  • แต่สำหรับหนูน้อย โอลิเวอร์ โจนส์(Oliver James)เกิดมาพร้อมกับ ฟันน้ำนมหน้าล่าง 2 ซี่ ตั้งแต่แรกเกิด จึงทำให้เหล่าผู้พบเห็นเกิดความประหลาดใจอย่างยิ่งที่ได้พบเห็น
  • โอลิเวอร์ เป็น บุตรชายของ Joanne Jones วัย 31และ Lee Jones วัย 32
  • โดยแพทย์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เด็กทารก 1 ใน 2000 คน จะเกิดมาพร้อมฟันน้ำนม โดยมากมักจะเป็นฟันตัด คู่หน้า ล่าง หรือ บน ก็ได้
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับฟัน

  • ฟันเป็นอวัยวะที่แข็งที่สุดของร่างกายมนุษย์
  • มีความเชื่อว่าฟันน้ำนมไม่มีรากฟัน จึงทำให้มันหลุดล่วง และมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ แต่ในความเป็นจริง ฟันน้ำนมมีรากฟัน แต่ รากฟันเหล่านั้นจะละลายไปขณะเมื่อฟันแท้กำลังขึ้นมาแทนที่
  • มนุษย์ มี ฟัน 2 ชุด คืิอฟันน้ำนม 20 ซี่ และฟันแทน 32 ซี่ แต่ ฉลามมีฟันงอกออกมาแทนที่ตลอดชีวิตเมื่อฟันซี่เก่าหลุดหัก
  • สัตว์ที่มี ฟันใหญ่ที่สุดในโลก คือ ช้าง ฟันซี่ที่ใหญ่ที่สุดของช้างคือ งา
บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

  • http://www.dailymail.co.uk/health/article-1346754/Baby-teeth-Oliver-James-Jones-born-incisors.html

หาดทราย ประหลาด



มันจะไม่แปลก ไม่ประหลาดได้อย่างไร ในเมื่อหาดทรายแห่งนี้ มีเม็ดทรายที่มีรูปร่างเป็น ดาว โกหกหรือเปล่าดูรูป ก็ ทรายธรรมดาๆ ไม่เชื่อต้องติดตามต่อครับ

กำเนิด หาดทรายดาว

  • หาดทราย แห่งนี้เมื่อมองผ่านมันก็ดูเป็นหาดทรายธรรมดาๆ เท่านั้น
  • แต่เมื่อ หยิบเม็ดทรายมาส่องด้วยแว่นขยาย จะ พบว่าเม็ดทรายเหล่านั้นมีลักษณะเป็นแฉก คล้าย ดาว
  • โดยธรรมชาติแล้วทรายตามชายหาดนั้นมักจะมีลักษณะไม่ค่อยมีเหลี่ยมคม ไม่เหมือนทรายน้ำจืด เนื่องจาก คลื่นลมที่ซัดพาเม็ดทรายขึ้นลงตามกระแสน้ำ จะขัดสีเม็ดทรายให้หมดเหลี่ยมคม
  • แต่หาดทรายอันเงียบสงบ ที่ Hoshizuma เมืองโอกินาวา( Okinawa ) ประเทศญี่ปุ่น แห่งนี้ กับมีเม็ดทรายเป็นรูปดาว โดยมีทั้งตำนาน และ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้
  • ตำนานกล่าวไว้ไว่า เม็ดทรายรูปดาวเหล่านี้คือ ลูกหลาน ของ กลุ่มดาวกางเขนใต้ ( Southern Cross ) กับ ดาวเหนือ ( North Star) ดาวน้อยเหล่านี้ถือกำเนิดในทะเลนอกชายฝั่งโอกินาวา แล้วถูกงูยักษ์ฆ่าตาย เหลือทิ้งไว้เพียงเศษกระดูรูปดาวที่ถูกพัดขึ้นมาเกยตื้นมากมายบนหาด
  • ความจริงทางวิทยาศาสตร์ พวมมันเป็นซาก ของ โปรโตซัว(Protozoa สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีลักษณะคล้ายสัตว์ เคลื่อนที่ได้) ในตระกูล Foraminifera ที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล โดยทั่วไปพวกมันมีโครงสร้างคล้ายหอย ที่เห็นเป็นแฉกก็คือระยางที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ใช้ในการเก็บอาหารกิน เมื่อพวกมันตายส่วนที่เป็น แคลเซียม คาร์บอเนท( Calcium Carbonate ) ที่เหลือจะถูกพัดพาขึ้นทับถมบนชายหาด แห่งนี้
  • สาเหตุที่พบมันมากในบริเวณนี้ก็เนื่องจากพวกมันชอบอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำตื้น ในบริเวณนี้

ซูมอีกนิด เริ่มเป็นดาวแล้ว


ซูมสุดๆไปเลย

ข้อมูลอ้างอิง หาดทรายดาว

งูแปลกๆ มีเขา มีนอ



ในมาดากัสการ์ เป็นบ้านของงู กว่า 80 สายพันธุ์ แต่ทั้งหมดเป็นงูไม่มีพิษ และ งูที่ดูหน้าตาแปลกประหลาดที่สุดของ มาดากัสการ์ ก็คือพวกมัน

รายละเอียดเกี่ยวกับ งูมีเขา มีนอ

  • งูในภาพมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Langaha alluaudi
  • ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เขา และนอของมันมีประโยชน์อะไร แต่คาดว่มมีเพื่อเป็นพรางตัวให้เหมือนกิ่งไม้
  • เนื่องจากพวกมันเป็นงูไม่มีพิษ ภาพจั่วหัวก็เป็นภาพที่งูตัวนี้ถูกจับอยู่ในมือของมนุษย์ พวกมันก็วิธีการป้องกันตัวพื้นฐานที่สุดเมื่อเจอกับศัตรูที่มีขนาดใหญ่เช่นมนุษย์ พวกมันจะใช้วิธี อยู่นิ่ง ทำตัวเป็นกิ่งไม้(มั้ง)
งูมีเขาไว้ทำไม

โดยทั่วไปงูที่มีเขา เขานั้นจะมีลักษณะเป็นแหลม หรือ เกล็ด โดยมาก งูที่มีเขาที่จมูกจะมีเขาเดียว เขาของพวกมันมีมากมายหลากหลายหน้าที่อย่างเช่น


งู Langaha nasuta เขานั้นมีไว้แสดงเพื่อแสดงความแตกต่างทางเพศคือ เพศผู้มีเขาเหมือนหอกแหลมที่ปลายจมูก ส่วนเพศเมียมีเขา แตกเป็นหนามเล็ก(ตัวสีน้ำตาลข้างบน)


งูกระด้าง เป็นชื่อของมันในเมืองไทย และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erpeton tentaculatum พวกมันเป็นงูน้ำ กินปลาเป็นอาหาร ส่่วนหนวดนี้เป็นอวัยวะรับควมรู้สึก ที่มีความไวต่อ mechanoreceptors (ที่จะรับรู้การเปลี่ยนแปลงความดัน ความปั่นป่วนของน้ำ)


สำหรับงู Desert horned viper ตามแนวคิดของ (Cohen & Myres 1970) กล่าวว่าเขาของมันมีประโยชน์ เมื่อพวกมันมุดลงในทราย เขาจะพับลงมาเพื่อปกต้องดวงตาของมันจาก เม็ดทรายคมๆ

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.wildlifeworldwide.com/information/festival_2008_hilary_bradt.html <อ้างอิงในส่วนงู Langaha alluaudi>
  • http://scienceblogs.com/tetrapodzoology/2009/02/why_do_snakes_have_horns.php <อ้างอิงในส่วน งูมีเขาทำไม>

โรงงานหล่อพลาสติก พกพา



ลองคิดดูถ้าชิ้นส่วนอุปกรณ์พลาสติกของคุณ ชำรุดแตกหัก แล้วไม่มีอะไหล่เปลี่ยน จะไปจ้างทำแบบหล่อพลาสติก(Mold โมลด์) ขึ้นมาใหม่ซักตัวก็ราคาเหยียบ แสน บาท กับชิ้นส่วนพลาสติกราคาหลัก สิบ บาท จึงมีผู้คิดค้น โรงงานหล่อพลาสติกขนาดเท่ากล่องเบียร์ และไม่ต้องใช้แบบหล่อขึ้นมา

รายละเอียด โรงงานหล่อพลาสติก ใน กล่อง

  • เจ้ากล่องหล่อพลาสติกขนาดพกพา และไม่ต้องใช้แบบหล่อนี้มีชื่อทางการค้าว่า Thing-O-Matic
  • ขณะนี้เครื่อง Thing-O-Matic ยังมีข้อจำกัดคือสามารถขึ้นรูปชิ้นได้เฉพาะ ชิ้นงานที่มีขนาดเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 6 x 6 x 7 นิ้ว(กว้าง x ยาว x สูง)
  • สำหรับในรุ่นปัจจุบัน มันสามารถขึ้นรูปชิ้นงานได้เฉพาะที่เป็นพลาสติกเท่านั้น แต่ในอนาคต ทางผู้ผลิตแจ้งว่ามันจะมีความสามารถ ในการขึ้นชิ้นงานที่เป็นโลหะ เพิ่มเข้ามา
  • มันสามารถขึ้นรูปชิ้นงานที่มีรูปร่าง เป็น กล่อง เป็นขอบ เป็นท่อ หรือไม่เว้นแม้แต่ชิ้นงานที่มีรายละเอียดจุ๊กจิ๊ก อย่างเช่นโมเดล ซุปเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ก็ยังสามารถทำได้
  • โดยขณะนี้ตัวเครื่องมีความสามารถในการขึ้นรูปพลาสติก เช่น ช้อน ส้อม ทีลูกกอล์ฟ กรอบรูป รถจำลอง โมเดลรถไฟ ชิ้นส่วนของเล่นหุ่นยนต์ หมวก หน้ากาก สนับศอก สนับเข่า ไม้บรรทัด จุกอ่างอาบน้ำ ขวดนม ขวดเครื่องดื่ม ฝาครอบเลนส์กล้องถ่ายรูป ช้อนตวง ตัวดักขยะ กล่องข้าว กำไล ต่างหู ตัวต่อของเล่น พลาสติกใส่รองเท้า หัวลูกบิดประตู ที่เปิดขวด ไม้แขวนเสื้อ ตุ๊กตาของเล่น
  • โดย Thing-O-Matic ถูกนำมาเปิดตัวที่งานแสดงสินค้าใน ลาสเวกัส(Las Vegas)
  • โดยเครื่อง Thing-O-Matic นี้มีราคาประมาณ 37,000 บาท(790 ปอนด์) และสามารถจัดจำหน่ายไปได้แล้วกว่า 3 พันเครื่อง
  • โดยบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้พัฒนา เครื่อง Thing-O-Matic คือ บริษัท New York-based Makerbot Industries
ขั้นตอนกาีรสร้าง(หล่อ) ชิ้นงานพลาสติก

  • ขั้นตอนการสร้างชิ้นงาน ก็ต้องสร้างแบบ 3 มิติ จากโปรแกรมพิเศษ หรือ Down load จากเว็ปไซค์ของทางผู้ผลิตที่มีแบบกว่า 5 พันแบบ เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ และต่อเครื่อง Thing-O-Matic เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
  • เครื่องจะทำการพ่นละอองพลาสติกที่มีความร้อนกว่า 200 องศาเซลเซีนส ลงบนแท่นภายในเครื่อง ทีละชั้นทีละชิ้นจนเสร็จเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์
  • ภายในงานได้มีการสาธิตการทำที่เปิดขวด โดยใช้เวลาในการทำประมาณ 30 นาที
  • เครื่องนี้สามารถใช้งานได้กับพลาสติก 3 ชนิดคือ พลาสติกABS ซึ่งเป็นพลาสติกแข็ง น้ำหนักเบาสำหรับสร้างชิ้นงาน พลาสติกHDPE สำหรับทำทำกระป๋องน้ำ เก้าอี้ และ พลาสติกชนิดสุดท้ายคือ corn-based biodegradable plastic
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1345789/MakerBot-Thing-O-Matic-The-portable-factory-box-create-3D-object-plastic.html

เดิ๋ยวนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้



ในเมื่ออเมริกา มี ประธานาธิปดี ผิวดำ คนแรกไปแล้ว แล้วทำไมจะมี มิสอเมริกาหัวโล้น ไม่ได้ สิ่งนี้อาจจะเป็นจริงก็ได้เร็วๆนี้


รายละเอียด

  • เมื่อ นางสาว Delaware Kayla Martell ผู้มีฝันจะเป็นมิสอเมริกาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ต้องป่วยด้วยโรค alopecia areata ตั้งแต่ อายุ 7 ขวบ และหัวโล้นเหม่ง ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่เธอไม่หยุดฝัน
  • โดยเธอเข้าประกวด Miss Delaware โดยไม่สวมใส่วิกอยู่ถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในการประกวดครั้งที่ 4 และได้เป็นตัวแทนเข้าประกวด มิสอเมริกา และเธอก็ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ที่จะมีการประกวดในวันศุกร์นี้(14/1/2554)
  • และถ้าเธอชนะการประกวด มิสอเมริกา เธอจะเป็นมิสอเมริกาคนแรกที่ หัวโล้น
  • โรค alopecia areata คือ โรคผมร่วงเป็นหย่อม โดย ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเข้าโจมตีรูขุมขนของผู้ป่วยเอง และให้ผมร่วง และหยุดการเจริญเติบโต ชาวอังกฤษป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1.7% หญิง ชาย มีโอกาสป่่วยเป็นโรคนี้เท่าๆกัน wowboom
  • รูปจั่วหัวคือรูปของ นางสาว Delaware Kayla Martell ซ้ายรูปขณะไม่สวมวิก ขวาขณะสวมวิก

ภาพ เธอกำลัง หวีวิกผมของเธอ

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/femail/article-1346025/Bald-beautiful-Beauty-queen-suffering-alopecia-Miss-America-hair.html

การจัดทัพยืนหน้ากระดาน กับ ปืนคาบศิลา



พอดีคุณ Nattaphon Na Bhadalung ได้มีคำถามผมผ่านหน้า Facebook ว่าทำไมทหารราบในสมัยก่อนจึงต้องถือปืนคาบศิลายืนเรียงเป็นหน้ากระดานด้วย? ลองไปชมว่าจะถูกใจหรือเปล่าครับ

รายละเอียด

ทำไมทหารสมัยก่อนจะยิงปืนทีต้องมายืนหน้ากระดานล่อลูกปืนฝ่ายตรงข้าม ไม่เห็นเหมือนทหารสมัยใหม่ที่ต้องหมอบราบกับพื้น หรือ หลบอยู่หลังบังเกอร์เวลายิงปืน หรือว่าทหารสมัยก่อนหนังเหนียวยิงไม่ตาย คำตอบ คือไม่ใช่ มันเป็นผลมาจากปืนในสมัยก่อนไม่เหมือนปืนสมัยนี้ คือ
  1. ปืนสมัยเป็นปืนไฟ(การทำงานเหมือนปืนใหญ่สมัยก่อน คือ อัดดินปืนเข้าทางปากลำกล้อง แล้ว ใส่กระสุน เข้าทางปากลำกล้อง แล้วใช้ไฟจุดชนวน ด้านท้ายปืนเพื่อไปจุดระเบิดดินปืนด้านในลำกล้องให้ขับ กระสุน ยิงออกมา)
  2. ปืนคาบศิลา มีการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นจากปืนไฟ คือ แทนที่จะใช้ไฟในการจุดชนวน ก็มีกลไก ที่เรียกว่า สับนกปืน(Hammer) ที่มีหินไฟ(Flint)ติดอยู่ที่สับนก เป็นกลไกในการจุดระเบิดดินปืน และเป็นที่มาของคำว่า คาบศิลา
ขั้นตอนการยิง และกลไกการยิงปืนคาบศิลา

ปืนคาบศิลาไม่เหมือนปืนสมัยใหม่ที่เพียงแค่ใส่กระสุนลงแม็กซีน หรือลูกโม่ แล้วเหนี่ยวไกก็สามารถยิงปืนได้ทันที แต่ปืนคาบศิลามีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่ามากคือ
ด้วยขั้นตอนที่จะอธิบายต่อไปนี้ จะเป็นคำตอบว่าทำไม เหล่าทหารราบในสมัยก่อนต้องมาตั้งแถวหน้ากระดานยิงปืนทั้งๆที่มันเสี่ยงต่อการถูกยิง ก่อนอื่นมารู้กลไกของปืนคาบศิลาคร่าวๆกันก่อน


กลไก การทำงานของปืนคาบศิลา เมื่อผู้ยิงเหนี่ยวไกปืน(Trigger) สับนกปืน(Hammer)ที่มีหินไฟ(Flint)ติดอยู่ที่ส่วนปลายจะสับลงมาปะทะกับ แผ่นโลหะที่เรียกว่าFrizzen เกิดเป็นประกายไฟ ประกายไฟจะทำให้เกิดการลุกไหม้ไปตามดินปืนที่ใส่ในส่วนที่เรียกว่า Pan เข้าสู่ลำกล้องปืน เพื่อจุดระเบิดดินปืนด้านใน


ภาพประกอบการบรรจุกระสุนก่อนการยิงปืนคาบศิลา
  • ขั้นแรก สับนกไปอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยก่อน กันปืนลั่นระหว่างการบรรจุกระสุน
  • ขั้นที่สอง นำห่อลูกปืน(รูปA) ห่อลูกปืนจะเป็นกระดาษหรือผ้า ที่ห่อกระสุน(เป็นลูกเหล็กกลม) ในภาพจะเป็นส่วนบนที่มีเชือกมันหัวท้าย ด้านล่างจะเป็น ดินปืน ใช้ปากกัดส่วนท้ายห่อลูกปืนให้ขาด
  • ขั้นที่สาม นำดินปืนที่ได้จากห่อลูกปืน เทลงในลำกล้องปืนคาบศิลา ดังภาพ B
  • ขั้นที่สี่ นำห่อลูกปืน บรรจุลงไปในลำกล้องปืน (ไม่ต้องแกะกระดาษ หรือ ผ้าที่ห่อออก เนื่องจาก กระดาษหรือผ้าจะทำให้ กระสุนกระชับกับลำกล้องปืน เมื่อยิงจะยิงได้ไกลขึ้น)
  • ขั้นที่ห้า ไม้กระทุ้งให้ลูกปืน และดินปืนแน่น ยิ่งแน่นยิ่งยิงได้ไกล ขั้นตอนนี้มีผลต่อการยิงมากที่สุด
  • ขั้นที่หก เปิดส่วน Frizzen นำดินปืนบางส่วนโรยไปบนส่วน Pan เพื่อเป็นเชื้อให้ประกายไฟลามเข้าไปในปืน เปิดส่วน Frizzen
  • ขั้นที่เจ็ด สับนกไปในตำแหน่งพร้อมยิง
  • ขั้นที่แปด เล็งปืนไปยังเป้าหมาย แล้วเหนี่ยวไก (เมื่อจะยิงลูกต่อกลับไปทำขั้นตอน 1 - 8 ใหม่)
จะเห็นว่ากว่าจะยิงได้แต่ละนัดนั้นใช้เวลาพอสมควร จึงทำให้มีการจัดรูปแบบทัพของพลปืนคาบศิลาเป็น 3 แถว ดังภาพ

  • คือให้เหล่าพลปืนคาบศิลา จัดทัพเป็นแถวหน้ากระดาน 3 แถว
  • โดยเริ่มแรกให้แถวหน้ายิงก่อน เมื่อยิงเสร็จให้นั่งลง ทำการบรรจุกระสุนใหม่ตามขั้นตอน 1 - 7
  • เมื่อแถวที่หนึ่งยิงเสร็วจแล้วนั่งลง แถวที่สองจะยิงต่อ เมื่อยิงเสร็จก็จะนั่งลงมาบรรจุกระสุน
  • และเป็นหน้าที่ของแถวที่สามในการยิงชุดต่อมา เมื่อแถวที่สามยิงเสร็จ จะเป็นเวลาพอดีกับที่แถวที่หนึ่งบรรจุกระสุนเสร็จ และ แถวหนึ่งจะรับช่วงยิงนัดต่อไป
  • ทำสลับกันไปมาดังนี้จะสามารถทำให้ ยิงปืนคาบศิลาได้อย่างต่อเนื่อง
  • หัวหน้าหน่วยคือคนที่ขี่ม้าจะเป็นผู้ให้สัญญาณ ในการยิงแต่ละชุดเพื่อป้องกันอันตรายจากการยิงกันเอง
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://science.howstuffworks.com/flintlock2.htm
  • http://warandgamemsw.devhub.com/blog/category/military-history/page-7/

คลังบทความ wowboom

เพื่อนๆ wowboom