เรดชิฟ



เรดชิฟ (Redshift) คือ แปลตรงๆตัวก็คือ ขยับไปทางแดง แล้วอะไรที่ขยับ คำว่า เรดชิฟ นี้เป็นคำที่ใช้ในหมู่นักดาราศาสตร์ เพื่อใช้พิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า จักรวาลกำลังขยายตัว เรดชิฟนี้สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้ง่ายขึ้นเมื่อนำมาอธิบายด้วย ผลของปรากฏการณ์ดอปเปลอร์(Doppler effect) คือ เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกตุเสียงที่ได้ยินจะเป็นคลื่นสั้น(เสียงดัง ขึ้นเรือยๆ) ในทางตรงกันข้ามถ้าแหล่งกำเนิดเสียงวิ่งห่างออกจากผู้สังเหตุการณ์เสียงที่ได้ยินจะเป็นเสียงคลื่นยาว(เ้สียงค่อยลงเรื่อยๆ) เหมือนเสียงรถไฟเิปิดหวูดวิ่งเข้าหาเรา และวิ่งผ่านเราไป

อธิบายด้วยภาพ


  • ภาพที่จั่วหัวนี้จะใช้อธิบาย ปรากฏการณ์ เรดชิฟ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วน A , B , C
  • โดย Local Motion คือดาราจักร A1689-zD1 ทีจะใช้เป็นตัวอย่างในการอธิบายปรากฏการณ์เรดชิฟในครั้งนี้
  • กรอบสี่เหลี่ยมสีขาวอันเเล็กใช้แทน ตำแหน่งของแสงที่ออกเดินทางจาก ดาราจักร A1689-zD1 มายังโลก ส่วนกรอบสีเหลียมที่มีเส้นยึกยือใช้แทนความยาวคลื่นแสง ณ เวลานั้นถ้ามีการตรวจพบ
  • ส่วนแถบสเปกตรัมของแสงนั้น จะมีขีดสีดำอยู่ภายในคือ ตำแหน่งของแสงที่ตรวจจับได้ ณ ช่วงเวลานั้นๆ
ส่วน A

ส่วน A คือ ภาพจำลองเมื่อช่วงต้นของการกำเนิดจักรวาล เมื่อ 670 ล้านปีหลังการระเบิดครั้งใหญ่(ฺBig Bang บิ๊กแบงค์ เมื่อกว่า 13 พันล้านปีล่วงมาแล้ว) แสงที่เริ่มเดินทางมาจาก ดาราจักร A1689-zD1 ที่อยู่ห่างจากสุริยะจักรวาลของเรา 3.35 พันล้านปีแสง หากในช่วงเวลานั้นมีการตรวจจับแสงนั้นได้ เรดชิฟจะตกอยู่ในช่วงสเปกตรัมสีเหลือง

ส่วน B

ส่วน B คือ ภาพจำลองเหตุการณ์ หลังจาก A มาอีก พันล้านปี เมื่อโลกนั้นยังเป็นแค่ ดาวหลอมเหลว แสงแรกจากดาราจักร A1689-zD1 ก็ออกเดินทางมานานแสนนานแล้วแต่ก็ยังไม่ถึง โลกของเรา แสงนั้นถูกยืดออกไปในทิศทางยาว เนื่องจากการขยายตัวของจักรวาล ทำให้ความยาวคลื่น ณ ช่วงเวลานี้ไปตกอยู่ที่ แถบสีส้ม อันเป็นผลมาจากความเข้ม(intensity)ที่ตกลง จากระยะทาง และการสูยเสียพลังงานโปรตรอน

ส่วน C

ส่วน C คือ ภาพจำลองเหตุการณ์ ปัจจุบันเมื่อ แสงแรกจาก ดาราจักร A1689-zD1 มาถึงโลกของเรา การเดินทางอันยาวนานกว่า 13 พันล้านปี(เมื่อเทียบระยะทางที่จักรวาลขยายตัวแล้ว) แสงที่ตรวจพบนั้นมีความยาวคลื่นยาวมาก และมีความเข้มที่ต่ำมากเสียจน การที่จะตรวจพบได้นั้นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่รวบรวมแสงเพื่อให้เห็นมัน แสงที่ตรวจจับได้นั้นจะไปตกอยู่ในช่วงสเปกตรัมสีแดง เนื่องจากแห่งกำเนิดแสงคือ ดาราจักร A1689-zD1 ได้เคลื่อนตัวออกไปไกลกว่าเิดิมมาก

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://calgary.rasc.ca/redshift.htm

อย่าหยุดที่จะฝัน อย่าหยุดที่จะบิน



หากมนุษย์ไม่มีฝัน คงไม่มีซึ่งอารยธรรม และวิวัฒนาการที่รุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ อุปกรณ์ช่วยบินนี้อาจจะเหมือนในภาพยนตร์ เจมส์บอนด์007

รายละเอียด

  • เมื่อวิศวกรชาวแคนนาเดียน ได้ออกแบบเครื่องไอพ่นพลังงานน้ำ แบบพกพา ที่สามารถทำให้คุณเหินสู่อากาศได้สูงกว่า 30 เมตร และทำความเร็วได้กว่า35 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • หากคุณต้องการจะครอบครอง เครื่องไอพ่นพลังงานน้ำ อันนี้ก็ต้องยอมควักกระเป๋าหนักซักหน่อยด้วยราคา 5 ล้านบาท(1.1 แสนปอนด์)
  • อุปกรณ์นี้ใช้หลักการในการบินโดย ใช้เครื่องยนต์กำลังสูง ปั๊มน้ำลงสู่เบื้องล่างเพื่อสร้างเป็นกำลังยกตัว
  • โดยเครื่องนี้ได้เปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในงานแสดงเรือนานาชาิตที่ ลอนดอน ปี 2011 ระหว่างวันที่ 7-16 มกราคม 2011
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/news/article-1345127/Jetley-Flyer-Futuristic-water-powered-jet-pack-wows-audiences-London-Boat-Show.html

ลาก่อนชาวโลก



10 อันดับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2010 เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับดวงดาวที่ใกล้โลกที่สุด คือ ดวงจันทร์ และ มันกำลังหดตัวลง

รายละเอียด

  • พระจันทร์กำลังหดตัวลง เฮ้ย!เรื่องใหญ่นะเนี้ย เนื่องจาก พระจันทร์ ดาวดวงเล็กๆนี้นั้นมีอิทธิพลต่อ การหนุมของโลก ซึ่งทำให้มันส่งผลต่อการเกิดน้ำขึ้นน้ำลง นำไปสู่ไหลเวียนของกระแสน้ำ นำไปสู่ความต่างของอุณหภูมิ นำไปสู่การเกิดกระแสลม นำไปสู่สภาพอากาศ ถ้าหากพระจันทร์หดหายไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อโลกอย่างใหญ่หลวงนัก
  • แต่อย่าพึ่งตกอกตกใจไปเนื่องพระจันทร์ แค่กำลังหดตัวลง แต่ มันจะไม่หดจนหายไปจากอวกาศ และการหดของมันก็จะไม่จนส่งผลกระทบต่อโลกเบี้ยวๆ ของ เรา
  • จากการศึกษาวิจัยทำให้ค้นพบว่า รอยร้าวบนเปลือก ของ ดวงจันทร์ ที่เป็นผลมาจากภายในของดวงจันทร์เย็นตัวลง และหดตัวลงเมื่อเร็วๆนี้ไม่เกิน พันล้านปี (ผมรู้สึกเวลาพูดถึง อายุ ระยะทาง ในอวกาศ สิ่งที่ดูใกล้ สิ่งที่เกิดเมื่อเร็วๆนี้ของอวกาศ เมื่อเทียบกับมนุษย์เรามันช่างต่างกันเหลือเกิน)

ภาพรอยร้าวบนดวงจันทร์ ที่ เกิดขึ้นจากการเย็นตัวของพื้นผิวด้านใน
  • นักวิทยาศาสตร์มีการค้นพบรอยร้าวที่ก่อตัวขึ้นเป็นหน้าผา 14 แห่ง ที่เรียกว่า เนินลาดชันโลเบท(Lobate scarps) กระจายตัวอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์
  • เนินลาดชันโลเบท(Lobate scarps) คือ หน้าผาที่เกิดขึ้นเมื่อพื้นผิวชั้นในของดวงดาวเกิดการเย็นตัวลง (ปล.พื้นผิวด้านนอกเย็นตัวลงนานแล้วและเกิดเป็นเปลือกแข็ง หุ้มดวงดาวอยู่) เมื่อผิวชั้นในเย็นตัวก็จะหดตัวลงทำให้เปลือกแข็งด้านนอกถูกดึงรั้งเข้าหากัน เมื่อเปลือกด้านนอกต้านทานไม่ไหวก็จะเกิดเป็นรอยเลือนยู่ขึ้นเป็นหน้าผา บนพื้นผิวของดวงดาว

ภาพรูปแบบการก่อตัวของ เนินลาดชันโลเบท(Lobate scarps) เมื่อผิวในหดตัวก็จะรั้งเปลือกนอกเข้าหากันตามหัวลูกศรสีดำทั้งของข้าง เมื่อเปลือกนอกไม่สามารถต้านทานแรงหดตัวมหาศาลไว้ได้ ก็จะเกิดเป็นรอยเลือนขึ้น ด้านหนึ่งจะถูกดันลงสู่เบื้องล่าง อีกด้านหนึ่งจะถูกดันยกตัวขึ้น ก่อเกิดเป็น เนินลาดชันโลเบท(Lobate scarps)
  • จากการประเมินอายุของดวงจันทร์ ที่มีอายุกว่า 4000 ล้านปี เทียบกับขนาดของ เนินลาดชันโลเบท ทำให้ทราบค่าโดยประมาณว่า ดวงจันทร์ได้หดตัวไปแล้ว 90 เมตร เมื่อวัดจากแกนกลางของดวงจันทร์ถึงผิว
บทความที่เกี่ยวข้องกับ ดวงจันทร์

ข้อมูลอ้างอิง
  • http://spacestationinfo.blogspot.com/2010/08/nasas-lro-reveals-incredible-shrinking.html
  • http://www.physics.unlv.edu/~jeffery/astro/astro1/lec012.html
  • http://www.chinadaily.com.cn/world/2010-08/20/content_11181884.htm

ปลาประหลาด



ภาพที่เห็นนี้เป็นปลาสายพันธุ์ใหม่ที่พึ่งมีการค้นพบ(ภาพที่เห็นถ่ายจากใต้น้ำ) เนื่องจากพึ่งมีการค้นพบพวกมันจึงยังไม่มีชื่อ ภาพนี้บันทึกได้จาก ป่าอเมซอน ที่แม่น้ำ Santa Ana ประเทศเปรู(Peru) เมื่อปี 2006


รายละเอียด

  • ปลาดุกกินไม้(wood-eating catfish)บ้างก็เรียกพวกมันว่า ปลาดุกสวมเกราะปากดูด(suckermouth armored catfish)
  • ปลาดุกกินไม้ ทั้งหมด เป็นปลาใน สกุล(genus) Panaque
  • ปลาดุกกินไม้ เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวกว่า 80 เซ็นติเมตร
  • พวกมันใช้ฟันที่มีลักษณะพิเศษ ขูด สารอินทรีย์ จากผิวไม้ เช่น พวกสาหร่าย พืชน้ำขนาดเล็ก สัตว์ขนาดเล็ก และพวกเศษซากอื่น กินเป็นอาหาร
  • แต่สำหรับ เศษไม้นั้น ปลาดุกกินไม้ไม่สามารถย่อย ไม้ ได้โดยลำพัง พวกมันต้องอาศัย พันธมิตร ที่เป็น จุลชีพ ในการย่อยไม้เหล่านั้น
  • แต่เดิมมีความเชื่อว่า พวกมัน มี จุลชีพชนิดพิเศษที่ใช้ย่อยไม้อาศัยอยู่ในลำไส้ แต่ จากการค้นคว้าล่าสุดพบว่า พวกมันกินจุลชีพที่สามารถย่อยสลายไม้ได้ที่มีอยู่มากมาย ตามผิวไม้เข้าเพื่อช่วยในการย่อย เศษไม้
  • ในทางวิทยาศาสตร์ ปลาดุกกินไม้สายพันธุ์นี้ จะเป็นสายพันธุ์ใหม่ แต่สำหรับชาวพื้นเมือง ใน ป่าอเมซอน โดยเฉพาะในเปรู ต่างคุ้นเคยกับพวกมัน และรสชาติ ของพวกมันเป็นอย่างดี ทั้งเมนู ซุป หรือจะเป็น บาร์บีคิว ยิ่งพวกมันมีเกราะหุ้มร่างกาย ทำให้เสมือนเป็นเตาอบอย่างดี เมื่อนำไปปรุงอาหาร
คลังภาพ



ปลาดุกกินไม้ สายพันธุ์ใหม่ ที่ นักวิทยาศาสคร์ นักอนุรักษ์ธรรมชาิต Paulo Petry กำลังถืออยู่ในมือ เป็นหนึ่งในตัวอย่างปลาดุกกินไม้ สายพันธุ์ใหม่ ที่จับได้ โดย นักชีววิทยาชาวเปรู ชื่อว่า Roberto Quispe เมื่อฤดูร้อนปี 2010


เมือจับตัวพวกมันหงายขึ้น จะเห็นปากรูปช้อนกลมที่ใช้เป็นปากดูดสีเหลืองสด มีฟัน 4 แถวเรียงอยู่ ที่สามารถขับได้รอบทิศทาง สำหรับขูด เศษพืช สาหร่าย บนผิวไม้ เพื่อใช้กินเป็นอาหาร
ปาก และฟันของมันถูกวิวัฒนาการณ์ มาเพื่อการแข่งขันในการหาอาหารในแม่น้ำ ในป่าอเมซอน โดยเฉพาะเนื่องจาก ใน แม่น้ำนั้นไม่ค่อยมีหินมากนัก มีแต่โคลน และทอนไม้ ที่สัตว์ชนิดอื่นกินไม่ไ้ด้ แต่ พวกมันกินได้


ภาพนี้เป็นภาพถ่าย ซีทีสแกน(CT scanner) ที่จะเห็นกรามอยู่แข็งแรง 4 แถว


ภาพนี้เป็นภาพของตัวอย่างปลาดุกกินไม้ เพศผู้โตเต็มวัย ที่จับได้ในเปรูเมือปี 2006 ที่มีหนามแหลม ที่ บริเวณข้างแก้ม บริเวณหน้าผาก และที่ครีบข้างลำตัว หนามแหลมที่เหมือนแปลงเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า odontodes นาย Natham Lujam นักชีววิทยาจาก มหาวิทยาลัย Texas A&M กล่าวว่า หนามแหลมเหล่านี้มีไว้ใช้เพื่อกิจกรรมทางเพศของพวกมัน และใช้ในการข่มขวัญ ป้องกันตัว

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://news.nationalgeographic.com/news/2010/09/photogalleries/100921-new-species-science-armored-wood-eating-catfish-amazon-pictures/#/wood-eating-armored-catfish-holotype_26193_600x450.jpg

มังกร กับ หนอน ใกล้กันนิดเดียวเอง



ใครจะเชื่อว่าสัตว์ในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง อย่าง มังกร บางครั้งมันก็มีอยู่ในรูปลักษณ์ของสัตว์ที่ถูกมองว่าต่ำต้อยที่สุด เช่น หนอน

รายละเอียด


  • ภาพที่เห็นนี้เป็น หนอนแก้วของผีเสื้อ Polyura athamas
  • พวกมันมีหัวที่มีหงอน ยื่นยาวออกมาจนดูละม้ายคล้าย หัวมังกร
  • ผีเสื้อ Polyura athamas มีชื่อที่รู้จักโดยทั่วไปว่าผีเสื้อคอมมอน โนเวป (Common Nawab)
  • ผีเสื้อคอมมอน โนเวป พบได้ในเอเซีย โดยสามารถพบพวกมันได้ที่เทือกเขาหิมาลัย(Himalayas) จาก แคชเมียร์(Kashmir) ถึง สิกขิม(Sikkim) พบได้ในหุบเขาในตอนกลางของประเทศอินเดีย ทางตะวันออกและตะวันออกของ Ghats , ในพม่า และ ในตะนาวศรี ในอินโนนีเซีย
คลังภาพ



เมื่อผ่านช่วงตัวหนอน มันก็จะเข้าสู่ช่วงดักแด้ดังในภาพ


เมื่อฟักตัวออกจากดักแด้ ก็จะกลายเป็นผีเสื้อ ที่ ดูธรรมด๊า ธรรมดา จริงๆ

ข้อมูลอ้างอิง

คอฟฟี่เมต ติดไฟ ระเบิดตูม



พอดีวันนี้ดูละครทางช่อง 5 เห็นว่ามีการใช้ครีมเทียม เพื่อวางเพลิง เกิดความสงสัยว่า คอฟฟี่เมท มันติดไฟด้วยหรือ ก็ใช้ พี่กู ค้นหาคำตอบอีกครั้ง สิ่งที่พบนั้นน่าตกตะลึงกว่าที่คิด คือ ระเบิดเพลิงคอฟฟี่เมต

รายละเอียดเกี่ยวกับ ระเบิดเพลิงคอฟฟี่เมท

  • ก่อนอื่นก็มารู้จัก คอฟฟี่เมต(ครีมเทียม) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ทำจากนม แต่มีส่วนผสมที่เป็นไขมันชนิดอื่น เช่น น้ำมันปามล์ และมันเนยเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
  • เมื่อ ครีมเทียมมีส่วนผสมของ ไขมัน ก็ไม่แปลกอะไรที่มันจะสามารถติดไฟได้
  • ตอนนี้ก็เหลือแต่ว่ามันจะกลายเป็นระเบิดเพลิงได้อย่างไร หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่าน ภาพยนตร์ จาก Hollywood กันมาบ้างแล้วว่าเหล่าพระเอกของเรานั้น ทำระเบิดจากแป้ง
  • ผงแป้งที่ว่าจะถูกเรียกรวมๆว่า ไมโครพาร์ทิเคิล(Microparticles) คืออนุภาคที่มีขนาดระหว่าง 0.1 ถึง 100μm ไมโครพาร์ทิเคิล นี้มีความหลากหลายเป็นได้ทั้ง เซรามิค แก้ว โพลีเมอร์ โลหะ ฯ หรือ ไม่เว้นแม้แต่อนุภาคภายในห้องครัว เช่น แป้งมัน น้ำตาล
  • เมือ ไมโครพาร์ทิเคิล ได้รับความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า จุดวาบไฟ จะเิกิดการลุกไหม้ติดไฟ เป็น ปฎิกริยาลูกโซ่ ระหว่าง อนุภาค ต่อ อนุภาค กลายเป็นการลุกติดไฟอย่างรวดเร็ว ถ้าเกิดในสภาพอับ หรือ สภาพปิด จะเกิดแรงดันมหาศาล กลายเป็นการระเบิดได้
  • คราวนี้มาดูคลิปจาก YouTube ว่า ฝรั่งเขาเล่นอะไรกับ ระเบิดเพลิงคอฟฟี่เมต
คลิป ระบิดเพลิง คอฟฟี่เมท


ถายในคลิป จะนำคลีมเทียม มาบรรจุในถังที่ด้านล่างต่อเข้ากับถังอัดความดันที่เมื่อกดสวิตส์จะมีลมเป่า ผงคลีมเทียมให้ฟุ้งกระจายขึ้นสู่อากาศ และเกิดการลุกติดไฟเป็นลูกบอลเพลิงขนาดใหญ่ยักษ์

ข้อมูลอ้างอิง


  • http://en.wikipedia.org/wiki/Microparticles
  • http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums2/http/www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6009715/X6009715.html

ตอนนี้ผมได้เพิ่ม Profile ใหม่ใน Facebook เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการติดตาม wowboom อีกหนึ่งช่องทางครับ โดยใช้ชื่อว่า wowboomblog ครับ หรือ คลิกผ่าน Icon ขวามือบน

ติดตาม wowboom ผ่าน facebook
เยี่ยมชม Facebook ของ wowboom กันได้นะครับ คลิกที่ Icon ได้เลย

งดงามดุจ กระจกสเตนกลาส



Stained Glass กระจกสเตนกลาส ขนาดใหญ่นี้ ใครจะเชื่อว่ามันก่อเกิดจาก นาเกลือ ถึงมันจะเป็นสิ่งมี่มนุษย์สร้างขึ้น แต่สีสัน อันงดงามนี้ก็เกิดจาก ธรรมชาติล้วน ไม่ได้เกิดจากสีที่มนุษย์เสริมแต่งไม่

รายละิเอียด นาเกลือ ที่สวยที่สุดในโลก

  • สถานที่ตั้ง นาเกลือ นี้อยู่ที่อ่าวซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นอ่าวทะเลตื้น ที่โอบล้อมด้วยตัวเมือง ซานฟรานซิสโก โอ๊คแลนด์( Oakland ) และ เมืองซานโฮเซ่( San Jose)
  • ในบริเวณนี้มีนาเกลือเป็นจำนวนมาก และเป็นแหล่งเกลือสำหรับอุตสาหกรรม ที่สำคัญสำหรับอเมริกา
  • โดยสาเหตุของสีสันอันสวยงามนี้เกิดมาจาก พืช และสัตว์ ในน้ำทะเลบริเวณนี้
  • โดยสีน้ำทะเลที่มีความเค็มต่ำ จะมีสีเขียวเนื่องจาก เป็นสถาพที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติบโตของ สาหร่ายสีเขียว
  • ส่วนน้ำทะเลที่มีความเค็มสูง จะมีสีแดงเนื่องจาก เป็นสถาพที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติบโตของสาหร่ายสีแดง น้ำทะเลในนาเกลือที่เป็นสีส้ม นั้นเกิดจาก กุ้งทะเลขนาดเล็กที่เรียกว่า brine shrimp จำนวนนับเป็นล้านตัว
  • แต่ความงดงานนี้กำลังใกล้จะจบสิ้น เนื่องจากทางรัฐบาลได้ซื้อคืนพื้นที่บริเวณดังกล่าว เพื่อ นำมันกลับมาเป็นพื้นที่ป่าชายเลน แต่ มันก็คุ้มค่า ที่จะได้พื้นที่สำหรับ อนุบาล เหล่าสัตว์ทะเลช่วงตัวอ่อน โลกนี้มันก็มีสองด้านเสมอ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างเสมอ
คลังภาพ นาเกลือ



นาเกลือสีแดง เกิดจาก สาหร่ายสีแดง


นาเกลือสีเขียว เกิดจาก สาหร่ายสีเขียว


นาเกลือสีส้ม เกิดจาก กุ้งตัวเล็กๆ

ข้อมูลอ้างอิง

กุ้งลอบสเตอร์


Lobster กุ้งลอบสเตอร์ โดยทั่วๆไปพวกมันต้องมีสีส้ม ออกแดง แต่ มันก็มี กุ้งลอบสเตอร์ประหลาด ที่มีสี น้ำเงิน ด้วยดังในภาพ

รายละเอียด กุ้งลอบสเตอร์สีน้ำเงิน

  • ในบ้านเราเรียก กุ้งลอบสเตอร์ ว่า กุ้งมังกร
  • การที่จะเกิดกุ้งลอบเตอร์สีน้ำเงินซัก 1 ตัว นั้นยากยิ่ง คือมีโอกาสเพียง 1 ใน 2ล้าน ถึง 5 ล้าน เท่านั้น
  • กุ้งลอบสเตอร์สีน้ำเงิน นั้นเกิดจากความผิดปกติในยีนของกุ้งลอบสเตอร์
  • ความผิดปกตินี้ส่งผลให้ กุ้งมังกร ผลิตโปรทีนขึ้นเป็นจำนวนมากกว่าปกติ และ โปรทีน ก็เกิดการรวมตัวเข้ากับ โมเลกุล carotenoid สีแดง ทำให้เกิดเป็น crustacyanin สีน้ำเงิน
  • ภาพจั่วหัวเป็นภาพของ กุ้งมังกรสีน้ำเงิน จำนวน 2 ตัวที่จับได้โดยชาวประมงท้องถิ่น และมันได้ถูกขายต่อมาให้ยังร้าน grocery stores ใน Barrington Passage
กุ้งมังกร หลากสี

ยังมีกุ้งมังกรสีอื่นอีก และล้วนหายากยิ่ง

กุ้งมังกรสีเหลือง นั้นเกิดจากการกลายพันธุ์ และหายากยิ่งคือมีโอกาสเพียง 1 ใน 30 ล้าน โดยจำนวนที่แน่นอนนั้นไม่ทราบแน่ชัด แต่ใช้การประเมินจาก การมีรายงานการจับ หรือ ค้นพบพวกมัน เทียบกับปริมาณ กุ้งมังกรที่ได้จากการประมง

กุ้งมังกรสีขาว นี้หายากสุดๆ คือมีเพียง 1 ใน 100 ล้าน มีรายงานการค้นพบเพียงครั้งเดียวที่ โดยจับได้ที่
Gloucester กุ้งมังกรสีขาว นั้นมีสาเหตุการเกิด เหมือนคนเผือก คือ พวกมันไม่มีเม็ดส

ข้อมูลอ้างอิง

หอยม่วง


ถ้ากล่าวถึง "หอยม่วง" สำหรับผมคงนึกถึงอยู่ 2 สิ่งคือ ช่อง NBT และเรื่องเล่าลามก ของ 2 สามี ภรรยา ที่ต่างงัดหลักฐานขึ้นมาฟ้องร้องซึ่งกัน และหลักฐานเด็ดก็คือ หอยม่วง แต่วันนี้ ผม มี หอยทากทะเลม่วง มาฝากรับรองว่าแปลกประหลาดทีเดียวครับ


รายละเอียดเกี่ยวกับ หอกทากทะเลม่วง


  • โดยมากจะพบเห็น หอยทากทะเลม่วง เฉพาะเปลือกที่ลอยมาติดชายหาด จากการถูกคลื่นซัดขึ้นมา
  • พวกมัน แปลกกว่าหอยทากทั่วไปที่จะคลานอยู่ตามพื้นดิน พื้นทะเล แต่ สำหรับ หอยทากทะเลม่วงนั้นพวกมัน จะอาศัยอยู่บนผิวน้ำ กินอาหารบนผิวน้ำ
  • การที่ หอยทากทะเลม่วง สามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้นั้นเกิดจาก การที่พวกมันสร้าง เมือกที่มีลักษณะเป็นฟองอากาศ ออกมาเป็นพวงยาว ฟองอากาศนี้แข็งคล้ายพลาสติก ทำหน้าที่เสมือนเป็นห่วงยางของ เหล่า หอยทากทะเลม่วง
  • หอยทากทะเลม่วง กิน แมนออฟวอร์(Bluebottle Physalia คือ กลุ่มสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ลอยอยู่บนผิวน้ำ) และ สัตว์จำพวก ไดนาเรีย(Cnidarians เป็นสัตว์ในกลุ่ม แมงกะพรุน ไฮดรา ดอกไม้ทะเล) เป็นอาหาร
  • หอยทากทะเลม่วง เป็น ตัวอย่างที่ดีของสัตว์ที่ใช้กลยุทรที่เรียกว่า countershading คือ เปลือกของมันด้านที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะมีสีเข้ม ส่วนเปลือกด้านที่จมอยู่ใต้น้ำจะมีสีอ่อน เพื่อเป็นการช่วยในการพรางตัว จากการโจมตีตั้งจากทั้งเบื้องบน และเบื้องล่าง
  • หลายคนอาจจะสงสัยว่า เปลือกสี ทรูโทน มีประโยชน์อย่างไร กล่าวคือเมื่อเหล่านกทะเลมองลงมายังทะเลเบื้องล่างจะเห็น ทะเลเป็นสีน้ำเงินเข้ม เปลือกสีเข้มมีประโยชน์ตรงนี้ คือ ทำให้ทากทะเลกลมกลืนไปกับพื้นน้ำ ทำให้นกทะเลมองไม่เห็น
  • ในทางตรงกันข้ามหากปลานักล่ามองขึ้นมายังผิวน้ำ แสงแดดจะทำให้มองเห็นผิวน้ำเป็นสีขาวโพรน เปลือกสีอ่อนจะมีประโยชน์ตรงนี้ คือ ทำให้ปลานักล่ามองไม่เห็นตัว หอยทากทะเลม่วง
ข้อมูลอ้างอิง



วิธีลดความอ้วน สุดประหลาด โดย กินไข่พยาธิตัวกลม



เนื่องจากประเทศจีน เป็นประเทศที่มีประชากร มากที่สุดในโลก การที่เมื่อจบการศึกษาแล้วจะได้รับงานที่ดีทำนั้นการแข่งขันนั้นสูงมาก รูปร่างหน้าตาที่ดีจึงเป็นตัวช่วยให้ได้รับเลือกเข้าทำงานได้สูงขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง

  • ด้วยแรงกดดัน และกลัวว่าเมื่อจบมาจะไม่มีงานทำทำให้หญิงสาวชาวจีนบางคนมี วิธีลดความอ้วนสุดเพี้ยน สุดพิืสดาร อย่างเช่น
  • ทั้ง วิธีลดความอ้วน แปลกๆ เช่น การใช้สบู่ลดความอ้วน ซึ่งทำให้มีบางคนอาบใช้สบู่นี้อาบน้ำบ่อยถึง 10 ครั้งต่อวัน
  • หรือจะวิธีพื้น อย่างการใช้ ชาลดความอ้วน หรือ การฝังเข็ม แต่ วิธีที่แปลก และ พิสดาร ที่สุดที่ผมเคยได้ยินมา ก็คือ การกินไข่พยาธิตัวกลม(roundworm)
  • เป็นที่ทราบกันดีว่า พยาธิตัวกลม เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเข้ัาไปเจริญเติบโตในลำไส้ พยาธิจะคอยแย่งอาหารในลำไส้จึงทำให้ ร่างกายผู้ป่วยผอมลง น้ำหนักลด อ่อนเพลียและ ซูบซีดได้
  • วิธีลดน้ำหนักสุดประหลาดนี้ ถูกพบในหมู่สตรีจากเมือง เซี่ยเหมิน(Xiamen) ประเทศจีน เพื่อที่จะทำให้ลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย
  • แน่นอนแพทย์ไม่แนะนำให้ใช้วิธีลดความอ้วนโดยกินไข่พยาธิ เนื่องจากจะเป็นอันตราย และก่อนให้เกิดผลเสียมากตามมาในภายหน้า
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/news/worldnews/article-1342985/Female-Chinese-students-resort-eating-roundworm-eggs-ensure-look-job-interviews.html

วันคริสต์มาส



25 ธันวาคม ของทุกปี คือ วันคริสต์มาส เป็นเทศกาลประจำปี ของเหล่าคริสตศาสนิกชน จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู แต่ วัน เดือน ประสูติของ พระเยซู นั้นไม่มีการบันทึกหรือระบุไว้อย่างชัดเจน และวิทยาศาสตร์ ก็พยายามจะไขปริศนานี้ จากเบาะแสที่มีอยู่ ดังที่จะกล่าวต่อไปในบทความนี้

รายละเอียด


  • จากเรื่องราวที่ปรากฏใน พระคัมภีร์ ที่มีการบันทึกว่า ในวันที่พระเยซู ประสูตินั้น ได้มีดาวสุกสว่างปรากฎเหนือเมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) และดาวนั้นได้ชักนำเหล่าเมไจ(Magi ผู้ที่มาสักการะพระเยซูเมื่อพระองค์ประสูติ) ทั้งสามมายังเมืองเบธเลเฮม
  • ซึ่งถ้าหาก การปรากฎของดวงดาวนั้นไม่ใช่สิ่ง ปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติแล้ว แต่ถ้าดาวนั้นเชื่อมโยงกับ ดาราศาสตร์ ดวงดาวอันสุกสว่างผิดธรรมชาตินั้นพอจะเป็นเบาะแสที่จะนำไปสู่วันประสูติ
  • ดาวสุกสว่างนั้น อาจจะเป็น การปรากฏของดาวบนท้องฟ้า 2 ดวงใกล้ๆกัน คือ ดาวพฤหัสบดี(Jupiter) และดาววีนัส(Venus) ทำให้เกิดเป็นดาวที่สุกสว่างกว่าปกติ
  • และจากการคำนวณย้อนกลับด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยนักดาราศาสตร์ชาวออสเตรเลีย นามว่า Dave Reneke ไปยังช่วงเวลานั้น เหตุการณ์ดาวพฤหัสบดี ขึ้นเคียงข้างดาววีนัส(Venus) ปรากฏขึ้น ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2BC.(ก่อนคริสต์กาล 2 ปี)
  • ซึ่งการคาดการณ์นี้อาจจะผิด หรือ ถูก ก็ได้ไม่มีใครรู้
บทความนี้ไม่มีเจตนา ดูถูก หรือ ลบหลู่ความเชื่อทางศาสนา เพียงแต่ต้องการนำเสนออีกแง่มุมหนึ่ง ระหว่าง วิทยาศาสตร์ กับ ศาสนศาสตร์
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.telegraph.co.uk/topics/christmas/3687843/Jesus-was-born-in-June-astronomers-claim.html

สุดยอดไอเดีย โฆษณา จาก BMW



เป็นที่รู้กันอยู่ว่าค่าโฆษณานั้นแพงระยับ คงไม่แปลกว่าเหล่าเจ้าของโฆษณาจะเสียดายค่าโฆษณา พวกเขา และคงเสียดายแม้เสี้ยววินาทีที่เรากระพริบตาจึงมีการนำเสนอ โฆษณา ที่แม้แต่เวลากระพริบตาเราก็ยังคงเห็นมัน

รายละเอียดเกี่ยวกับ โฆษณานี้

  • มันเป็นโฆษณาของ BMW ที่นำเสนอผ่านแชมป์มอเตอร์ไซค์ นามว่า Ruben Xaus โดยภาพยนต์โฆษณานี้ถูกสร้างมาในโทนขวาดำ
  • สิ่งที่แปลกใหม่ที่สุดของ ภาพยนต์โฆษณาชุดนี้คือ เมื่อเราหลับตาลงจะมองเห็น โลโก้ BMW ลอยอยู่ท่ามกลางความมืด เสมือนมันถูกพิมพ์ไว้ด้านในเปลือกตาของเรา การนำเสนอโฆษณาในรูปแบบนี้มีชื่อเรียกว่า Flash Projection
  • การที่เราเห็นโกโก้ BMW ตอนหลับตานั้นใช้หลักการเดียวกับตอนที่เราแหงนมองดวงอาทิตย์ แล้วเราหลับตาลงเราก็ยังคงมองเห็นจุดกลมสว่างอยู่ ทั้งที่หลับตาแล้ว
  • แต่การจะสร้างโฆษณาในลักษณะนี้ต้องมีอุปกรณ์พิเศษเข้าช่วย โดย ผู้ชมจะนั่งอยู่หน้าจอฉายภาพยนตร์ ด้านหลังจอจะมีแผ่นกระดาษแข็งที่ฉลุลายเป็นโลโก้ BMW โดยหลังกระดาษแข็งฉลุลายจะเป็นไฟแฟลชกำลังสูง ที่จะยิ่งแสงจ้าออกมาในโอกาสที่เหมาะสมกับโฆษณา
  • ภายในภาพยนต์โฆษณานี้จะเป็นฉากที่ Ruben Xaus กำลังขับรถมอเตอร์ไซค์ และจะมีจังหวะหนึ่งที่จะมีแสงไฟจากหน้ารถสาดเข้าตาเรา(จังหวะนี้ไฟแฟลชกำลังสูงที่อยู่ด้านหลังจะยิง แฟลช ออกมาแสงที่จ้ามากจะทำให้เรากระพริบโดยไม่รู้ตัว และทำให้เราพบโลโก้ BMW ทั้งที่ยังหลับตาอยู่ )
  • โฆษณานี้เจ๋ง ไม่เจ๋ง ผมไม่วิจารณ์แล้วกัน แต่ตั้งแต่มีการ Post โฆษณานี้ขึ้น YouTube ในวันที่ 4/11/2553 และในวันที่ 23/12/53 มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 7 แสนครั้ง

ภาพจำลองการจัดวางอุปกรณ์เพื่อนำเสนอโฆษณาในรูปแบบ Flash Projection


กระดาษแข็งที่ฉลุเป็น โลโก้รถ BMW
แน่นอนมันประทับในใจใครบาง ที่แน่มีผมด้วย 1 คนแน่นอน กับการหยิบขึ้นมาเล่นกับอะไรที่มันมีมาช้านานแล้ว ตั้งแต่มนุษย์คนแรกที่แหงนดูพระอาทิตย์ แต่ไม่มีใครเคยนำเสอนผ่าน โฆษณาเช่นนี้มาก่อน
คลิปวีดีโอ



โฆษณา BMW กับกานนำเสอนในรูปแบบ Flash Projection ที่จะทำให้คุณเห็นโลโก้ BMW แม้ยามหลับตา
ปล. ดูผ่านคลิปมองไม่เห็นโลโก้ BMW นะเนื่องจากคอมของเราไม่สามารถสร้างจ้าขนานนั้นได้ และมันไม่มีแผ่นฉลุลายโลโก้ร่วมในการชมผ่าน คลิป นะครับ

ข้อมูลอ้างอิง

  • http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1340248/BMW-burns-logo-cinema-goers-eyelids-shock-new-advert.html

โอ๊ย! อะไรมันจะหยิ่งขนาดนี้



วันนี้มีเรื่องการขยายพันธุ์ ของสัตว์ที่แปลกเป็นที่สุด สำหรับ สัตว์มีกระดูกสันหลัง คือ พวกมันขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

รายละเอียดเกี่ยวกับ จิ้งเหลนหางแส้

  • จิ้งเหลนหางแส้(Whiptail Lizard) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cnemidophorus
  • จิ้งเหลนหางแส้ พวกมันมีเฉพาะเพศเมียเท่านั้น สายพันธุ์ของพวกมันไม่มีเพศผู้แม้แต่ตัวเดียว (แล้วมันขยายพันธุ์อย่างไร?)
  • จิ้งเหลนหางแส้ ใช้ขบวนการที่เรียกว่า การกำเนิดอันบริสุทธิ์(Parthenogenesis ซึ่งมาจากภาพกรีซ 2 คำคือ παρθένος parthenos, "virgin", + γένεσις genesis, "birth") ซึ่งการขยาพันธุ์ในลักษณะนี้จะพบได้ใน ผึ้ง และตัวไรต้นไม้ แต่ไม่มีการพบการขยายพันธุ์ในลักษณะนี้กับสัตว์มีกระดูกสันหลัง(vertebrates)
  • โดยตัวเมียสามารถผลิตไข่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ สเปริ์ม จากตัวผู้ในการปฎิสนธิ
  • ด้วยการขยายพันธุ์แบบนี้ ทำให้ลูกจิ้งเหลนที่ถือกำเนิดขึ้นมาจะมียีน เหมือนตัวแม่ทุกประการ จึงเป็นเหมือนการทำสำเนาของจิ้งเหลนตัวแม่ออกมาทีเดียว
  • แต่จิ้งเหลนเหล่านี้ก็ยังคงมีเซ็กส์อยู่ แต่เป็นการมีเซ็กส์แบบหลอกๆ ระหว่างตัวเมียด้วยกัน ด้วยการเล้าโลมกอดรัดกัน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตไข่ และตกไข่
  • นักวิทยาศาสตร์ยังคงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับพวกมัน ว่าพวกมันสามารถปรับตัว หรือ วิวัฒนาการตัวเองให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรในเมื่อพวกมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงพันธุ์กรรมเลย
  • ส่วนกุญแจไขปริศนานี้อาจจะอยู่ที่พวกมันยังสามารถผสมพันธุ์กับจิ้งเหลนเพศผู้บางสายพันธุ์ได้ ซึ่งในบางครั้งทำให้เกิดลูกจิ้งเหลนที่มี โคโมโซมแบบ 3 คู่(triploid) ถ้าเป็นการถือกำเนิดแบบบริสุทธิ์นั้นจะเกิด โคโมโซมแบบ 2 คู่
ข้อมูลอ้างอิง

งูประหลาด



Tsuchinoko ทซึฉิโนะโกะ เป็น งูประหลาด สัตว์ประหลาด ที่มีรูปร่างแปลกประหลาดดังภาพ คือ มีลำตัวป่องกลางขนาดใหญ่ไม่สมส่วนกับส่วนหัว และส่วนหาง มีการกล่าวอ้างถึงการพบเห็นพวกมันที่ประเทศ ญี่ปุ่น บ่อยครั้ง

รายละเอียดเกี่ยวกับ ทซึฉิโนะโกะ

  • ทซึฉิโนะโกะ เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นคือ ツチノコ ซึ่งแปลว่า Hammerspawn
  • ทซึฉิโนะโกะ ถูกกล่าวอ้างว่ามีการพบเห็นได้ตามทางตะวันตก ของ ญี่ปุ่น ใน เขต คันไซ(Kansai) และ ชิโคกุ(Shikoku)
  • ทซึฉิโนะโกะ มีรูปร่างแปลกประหลาด คือ มีรูปร่างคล้ายจะเป็น งู แต่ มีหัว และหางเล็กมากเมื่อเทียบกับ ลำตัวส่วนกลาง ลำตัวยาว 30 - 60 เซ็นติเมตร มีเขี้ยว และเป็นสัตว์มีพิษ
  • บ้างกล่าวอ้างว่าพวกมันสามารถกระโดดได้ไกลเป็นระยะทาง กว่า เมตร
  • บ้างก็กล่าวอ้างว่า พวกมันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ แถมชอบพูดโกหกอีกต่างหาก และพวกมันยังหลงในรสชาติของสุราเมไร เป็นที่สุด
  • บ้างก็กล่าวอ้างว่า มันชอบงับหางตัวเองแล้ว ม้วนตัวเป็นวงกลม ทำให้บางครั้งมันถูกเรียกว่า งูห่วง(Hoop snake)
  • ทซึฉิโนะโกะ นั้นกับมีรูปร่าง ละม้ายคล้าย กับ กิ้งก่าลิ้นสีน้ำเงิน (Blue-tongued skinks) ที่มีรูปร่างป้อมอ้วน ขาสั้นเล็ก พบได้ในทวีป ออสเตรเลีย โดยลิ้นสีน้ำเงินขนาดใหญ่ของพวกมันมีประโยชน์สำหรับ ขู่ สัตว์ที่จะเข้ามาทำร้ายพวกมัน
  • แต่ กิ้งก่าลิ้นสีน้ำเงิน ไม่ใช่สัตว์ที่มีในญี่ปุ่น ทซึฉิโนะโกะ อาจจะเป็นเพียง งูที่กินเหยื่อขนาดใหญ่เข้าไปทำให้ลำตัวป่องตรงกลาง

ภาพกิ้งก่าลิ้นสีน้ำเงิน


นักวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษา ของ NBS กล่าวอ้างว่าบางที ทซึฉิโนะโกะ อาจจะเป็นเพียง หนอนแก้ว ของ ผีเสื้อกลางคืน ที่มีลวดลาย คล้ายงู ที่มีไว้ป้องกันตัวจากนักล่า ดังในภาพ อย่างเช่น หนอนแก้วหัวงู
อ่านบทความ หนอนแก้วหัวงู คลิกที่นี้

ข้อมูลอ้างอิง

อ้างอิงในส่วน งูประหลาด ทซึฉิโนะโกะ


อ้างอิงในส่วน กิ้งก่าลิ้นสีน้ำเงิน

บทรักพิศดาร ลับ ลวง พราง ของ น้องปลา



ตามกฎการคัดสรรของธรรมชาติ ผู้ที่แข็งแรง ผู้ที่ดีที่สุด นั้นย่อมจะได้รับโอกาสในการส่งถ่ายทอดพันธุ์กรรมที่ดีของมันก่อน ยิ่งในโลกของสัตว์ ผู้ที่แข็งแรง ย่อมได้เปรียบในการต่อสู้ และมีโอกาสจะได้ผสมพันธุ์ก่อน แต่ มันไม่แน่เสมอไป

รายละิเอียด ภาระกิจ ลับ ลวง พราง

  • ข้อยกเว้นนี้นั้นเกิด กับ มนุษย์ ผู้แข็งแรงไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกเสมอไป มันมีตัวแปรเรื่อง รูปหน้าตา เงินทอง คารม มาเกี่ยวข้อง
  • แต่สำหรับปลาบางชนิด ผู้แข็งแรงนั้นกับตกเป็นเหยื่อของผู้อ่อนแอ เนื่องจากการใช้ เล่ห์กล และการหลอกลวง ดังจะได้พบในปลา bluehead wrasse
  • เหล่าปลา Bluehed wrasse ตัวผู้จะมีทั้งแบบ ใหญ่ล่ำ และเตี้ยสั้น
  • พวกเตี้ยสั้น นั้นมีรูปร่าง สีสันเหมือนเพศเมีย
  • แน่นอนเมื่อ เพศผู้เตี้ยสั้น เหมือนเพศเมีย เหล่าตัวผู้ใหญ่ล่ำย่อมเข้าใจผิดว่าพวกมันเป็นเพศเมียบ้างเป็นธรรมดา
  • เหล่าเพศผู้ใหญ่ล่ำที่เข้าใจผิดจะเข้า ตุ๋ย เหล่าเพศผู้เตี้ยสั้น
  • แต่ใช่ว่าพวกเพศผู้เตี้ยสั้นจะยอมให้ ตุ๋ย กันฟรีๆ ในระหว่างการถูกตุ๋ยอยู่นั้น เพศผู้เตี้ยสั้นจะ ถูกสอดแทรกน้ำเชื้อของพวกเตี้ยล่ำเข้าอวัยวะเพศของ เพศผู้ใหญ่ล่ำ
  • เมื่อเพศผู้ใหญ่ล่ำ ไปผสมพันธุ์ กับ เพศเมียตัวจริง เชื้อของพวกเตี้ยสั้นก็จะมีโอกาสได้ผสมกับไข่ของเพศเมียด้วยเช่นกัน
  • โดยพฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า ยุทธการลับลวงพรางแอ๊บแมน (sneaky primary males)
  • โดยในภาพจั่วหัวตัวผู้พวกใหญ่ล่ำคือตัวที่มีสีฟ้าสด ส่วนตัวเมีย และตัวผู้เล็กสั้น จะเป็นพวกสีเหลืองล้วน
  • ช่างเป็นอุบายที่เอาตัวเข้าแลกจริงๆ
ข้อมูลอ้างอิง

แมลงประหลาด



จะไม่เป็นแมลงประหลาดได้อย่างไร ในเมื่อมันมีหัวเหมือนถั่วลิสง แล้วทำไมมันจึงต้องมีหัวที่มีรูปร่างประหลาดเช่นนี้ ทั้งที่มันดูเกะกะเสียมากกว่าในการดำเนินชีวิต ของ พวกมัน


รายละเอียดเกี่ยวกับ แมลงประหลาด

  • แมลงประหลาดนี้อยู่ในวงศ์(Family) Fulgoridae ในตระกูล(Homoptera)
  • แมลงในวงศ์ Fulgoridae จะมีลักษณะเด่นคือส่วนหน้าของหัว ที่มีขนาดใหญ่คล้าย ถั่วลิสง ซึ่งทำให้เป็นที่มาของชื่อพวกมัน
  • พวกมันมีขนาดเมื่อโตเต็มวัย ยาวประมาณ 8 เซ็นติเมตร
  • พวกมันไม่กัด มีปากเป็นหลอดเล็กไว้ดูน้ำเลี้ยงพืช ไม่มีอันตราย ไม่มีอาวุธที่จะปกป้องตัวเองเลย ทำให้หัวขนาดใหญ่ถ้าจึงเป็น อวัยวะสำหรับป้องกันตัวของพวกมัน โดยใช้ลวงเหล่านักล่า
  • เหล่านักวิทายาศาสตร์ คาดการณ์ว่าหัวรูปร่างประหลาดนี้ มีไว้เพื่อให้นักล่า เข้าใจผิดคิดว่าหัวขนาดใหญ่นี้คือ หัวกิ้งก่า หรือ หัวงู ทำให้นักล่ากินแมลงล่าถอยเมื่อพบพวกมัน
  • แต่ จักจั่นหัวถั่วลิงลงยังมีรูปแบบการป้องกันตัวอื่นอีก เช่น บนด้านหลังปีกของพวกมันมีจุดวงกลมขนาดใหญ่สีแดงดำ ทำให้เหมือนดวงตาขนาดใหญ่ เมื่อพวกมันกางปีก ทำให้นักล่าที่จะลอบโจมตีทางด้านหลัง ต้องชะงักไปเนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่า กำลังถูกสัตว์ขนาดใหย่จ้องอยู่
  • แต่ยังยังไม่หมด ถ้าการลวงทั้งหมดยังใช้ไม่ได้ผล พวกมันยังสามารถพ่นสเปย์ ที่มีกลิ่นที่เหม็นสุดทน เหมือน สกั้ง(Skunk) คงไม่มีใครอยากกินอะไรที่กลิ่นเหม็นสุดยอดเช่นนี้
  • ในบางพื้นที่ยังมีความเชื่อผิดๆว่า หัวขนาดใหญ่ของพวกมันสามารถเปล่งแสงได้ เหมือนโคมไฟในเวลากลางคืน

เมื่อ จักจั่นหัวถั่วลิสงกางปีก จะเหมือนมีดวงตาขนาดใหญ่กำลังจ้องมองอยู่

ข้อมูลอ้างอิง


เพราะรัก จึงยอมแปลงเพศ



Clown fish ปลาการ์ตูน เราอาจจะนึกถึง ปลาดีโม่ ของ ดิสนี่ย์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ความรักของพวกมันนั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก

รายละเอียดเกี่ยวกับ ความรักของปลาการ์ตูน

  • ปลาการ์ตูนอยู่กันเป็นฝูง โดยใช้ดอกไม้ทะเลเป็นบ้าน และเครื่องป้องกันตัวจากสัตว์นักล่า เป็นสิ่งที่เรารู้ๆกันอยู่
  • ปลาการ์ตูน มีสีส้มสับขาว ก็ที่เรารู้ๆกันอยู่
  • แต่สิ่งที่แปลกของปลาการ์ตูนก็คือ เรื่องราวการครองคู่ของพวกมัน
  • โดยแรกเริ่มที่พวกมันฟักออกมาจากไข่ พวกมันยังอยู่ในช่วงไร้เพศ
  • เมื่อพวกมันเข้าไปอาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเล และมีการจัดตั้งเป็นฝูงจะเริ่มมีการลำดับชั้นภายในฝูง โดยเมื่อเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยตัวที่แข็งแรงที่สุดใหญ่ที่สุดจะพัฒนาไปเป็นปลาการ์ตูนเพศเมียเพียงตัวเดียวในฝูง คือ มีรังไข่ (ตัวเมียคือตัวที่ใหญ่ที่สุด และสีสันไม่สดใส)
  • ส่วนปลาการ์ตูน ที่มีขนาดใหญ่รองลงอันดับที่ 2 จะพัฒนาเป็นเพศผู้สมบูรณ์ คือ มี สเปริ์ม
  • ส่วนปลาการ์ตูน ที่เหลือจะเป็นเพศผู้ไม่สมบูรณ์ คือ ไม่มีน้ำเชื้อ ผสมพันธุ์ไม่ได้ (ไร้น้ำยา)
  • แต่สิ่งที่แปลกประหลาดนั้นยังไม่จบสิ้น หากฮาเร็มแห่งนี้ เกิดตัวเมียเจ๊ใหญ่ตายขึ้นมา ตัวผู้ขั้นสมบูรณ์ หรือ ตัวผู้ไร้น้ำยาที่ต่อสู้ชนะตัวผู้ขั้นสมบูรณ์ จะได้รับสิทธิ์ในการเปลี่ยนเพศเป็น ตัวเมีย ตัวใหม่ขึ้นครอบครอง ฮาเร็ม แห่งนี้ตัวใหม่
ข้อมูลอ้างอิง

สิ่งประดิษฐ์ สุดเจ๋ง



ใช้พลาสเตอร์ปิดแผล ก็เพื่อป้องกันไม่ให้บาดแผลสกปรก ติดเชื้อ แต่ หากไม่รักษาความสะอาด ไม่มีการเปลี่ยนพลาสเตอร์ปิดแผลอย่างสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนด พลาสเตอร์อาจจะเป็นแหล่งเชื้อโรคเสียเอง

รายละเอียดเกี่ยวกับ พลาสเตอร์ปิดแผล อัจฉริยะ

  • โดยปกติผิวหนังของร่มนุษย์จะมีค่า pH ต่ำกว่า 5 คือมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ
  • นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์ พลาสเตอร์ปิดแผลอัจฉริยะ ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ เมื่อ แผลอยู่ในสภาพที่มีความเสียงในการจะติดเชื้อ
  • พลาสเตอร์นี้จะเปลี่ยนสีจากสีเหลือง เป็น สีม่วง เมื่อ ค่า pH มีค่าอยู่ระหว่าง 6.5 ถึง 8.5 เป็นสภาวะที่มักจะเกิดการติดเชื้อขึ้นของบาดแผล
  • พลาสเตอร์อัจฉริยะนี้ ประดิษฐ์โดย สถาบันวิจัย the Fraunhofer Research Institution for Modular Solid State Technologies ประเทศเยอรมัน
  • โดยหัวหน้างานวิจัย ด็อกเตอร์ Sabine Trupp ได้กล่าวไว้ว่าทีมงานได้พัฒนาสีย้อมที่จะเกิดปฏิกริยาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่า pH แล้วทำการย้อมติดไว้ที่ พลาสเตอร์ปิดแผล
  • เมื่อแผลไม่เกิดการติดเชื้อก็จะหายเร็วขึ้น ไม่เกิดอาการแทรกซ้อน และไม่เกิดแผลเป็นรุนแรง
  • การทดสอบในเบื้องต้นผ่านไปได้อย่างดี
ข้อมูลอ้างอิง

นกบ้ากาม



มันน่าจับมาตอน แล้วนำมาทำเป็นเป็ดปักกิ่งนัก เจ้า นกเป็ดน้ำอาร์เจนไตน์( Argentine Lake Duck ) ถึงได้กระทำย่ำยีเป็ดสาวๆได้


รายละเอียด เกี่ยวกับ นกเป็ดน้ำอาร์เจนไตน์

  • พวกมันเป็นเป็ดขนาดเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 640 กรัม ยาวประมาณ 40 เซ็นติเมคร แต่นั้นก็ไม่ทำให้มันรู้สึกว่าเป็นปมด้อย เนื่องจากมันมี อวัยวะเพศ ที่ยาวพอๆกับความยาวร่างกายของมัน ซึ่งถือว่าพวกมันเป็น นก ที่ อวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก
  • นกเป็ดน้ำ มี ถิ่นที่อยู่อาศัยใน ชิลี อาร์เจนติน่า เมื่อถึงฤดูหนาวจะอพยพไปทางใต้ของบราซิล และปารากวัย(Paraguay)
  • โดยมีทฤษฎีว่า การที่พวกมันมี อวัยวะเพศยาว แถมเป็นเกลียว แถมยังมีขนที่สวนปลายของ อวัยวะเพศ ก็เนื่องจากพวกมันวิวัฒนาการอวัยวะเพศของมันไว้สำหรับเป็นแปรงไว้สำหรับกำจัด สเปริ์ม(น้ำอสุจิ ของ นกเป็ดน้ำตัวอื่น ที่มาอึ๋บเป็ดสาวก่อนหน้ามัน)
  • บ้างกล่าวว่าเนื่องจาก ตัวเมียมีช่องคลอดที่มีลักษณะเป็นเกลียวยาวแต่หมุนทวนทิศกับ อวัยวะเพศของเพศผู้ ทำให้เพศผู้ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดมีโอกาส ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์มากที่สุด
  • นกเป็ดน้ำอาเจนไตน์ เพศผู้ยังมีนิสัยที่ไม่ดี ที่มนุษย์เราไม่ควรเอาอย่างก็คือ ชอบใช้กำลังข่มขืนตัวเมีย
ข้อมูลอ้างอิง

เป็ดโรคจิตสุดๆ



วันนี้มีพฤติกรรมทางเพศแปลกๆของ เป็ดมาให้ดูกัน ไม่น่าเชื่อว่า เป็ด ก็มีพฤติกรรมเช่นนี้

รายละเอียดเกี่ยว กับ เป็ดโรคจิต

  • ในฤดูร้อน 1995 นาย Kees Moeliker นักวิจัยชาวดัตช์ กำลังนั่งอยู่ในอาคารกระจกใน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Rotterdam
  • ทันไดนั้นเขาได้ยินเสียงดัง โครม! สนั่น มาจากทางด้านหน้าต่างด้านนอกอาคาร
  • เมื่อเขามองไปยังต้นเสียงเขา พบซากเป็ดป่าตัวผู้ 1 ศพ นอนทอดร่างอยู่บนพื้นทราย
  • ข้างศพของ เป็ดป่า เขาพบมี เป็ดป่าตัวผู้ อีก 1 ตัวยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่นานนักเป็ดตัวนั้นก็เข้ามาใช้กำลังกับ ศพเป็ด โดยการจิกหัว อยู่ 2 - 3 นาที
  • หลังจากนั้นพฤติกรรม โรคจิต ของ เป็ดป่า ที่ ป่าเถื่อนก็เพิ่มความรุนแรงขึ้น คือ มันเริ่มลงมือข่มขืน ศพของเป็ดป่า อย่างเมามันเป็นเวลายาวนานถึง 75 นาที มีพักเหนือยสั้น 2 ยก
  • จนนาย Kees Moeliker ต้องเขามาขัดขวางการ ชำเราศพ เหตุการณ์จึงยุติลง
พฤติกรรมทางเพศ ของ เป็ด

  • เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า เป็ด มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ(homosexual) ค่อนข้างสูงถึง 1 ใน 10 คู่
  • ส่วนพฤติกรรม ชำเราศพ(necrophilia) นั้นก็มีเกิดขึ้นในเป็ด แต่ จะเป็น เป็ดตัวผู้ชำเราศพตัวเมีย
  • แต่การมีพฤติกรรมร่วมทั้ง รักร่วมเพศ และ ชำเราศพ ร่วมกันนั้นไม่เคยมีรายงานการค้นพบ มาก่อน
  • นาย Kees Moeliker อธิบายว่า พฤติกรรมดังกล่าวนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจาก ระหว่างการต่อสู้เพื่อหนีถูกตุ๋ยระหว่าง เป็ด(เหยื่อตุ๋ย) กับ เป็ด(นักข่มขืนจอมตุ๋ย)
  • เป็ด(เหยื่อตุ๋ย) เกิด โชคร้ายบินไปชนหน้าต่าง คอหักตาย และด้วย เป็ด(นักข่มขืนจอมตุ๋ย) กำลังอารมณ์ค้างหน้ามืด จึงเข้ามาชำเราศพ เป็ด(เหยื่อตุ๋ย) อย่างลืมตัวว่าอีกฝ่ายนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว
  • ด้วยงานศึกษาพฤติกรรมเป็ดที่ไม่ธรรมดาของ Kees Moeliker ทำให้เขาได้รับรางวัล ไอจี โนเบล (Ig Nobel prize) ไม่ต้องตกใจงานวิจัยนี้มันจะทำให้โลกมีสันติภาพ หรือ เปลี่ยนแปลงโลก หรือ หรือสร้างคุณประโยชน์อะไรให้แด่มวลมนุษยชาติกัน ถึงทำให้งานวิจัยนี้ได้รับรางวัลโนเบล
  • ก็เนื่องจาก ไอจี โนเบล นั้นไม่ใช่ของ รางวัลโนเบล ของ อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) แต่มันเป็นองค์กรล้อเลียนที่จะมอบรางวัลให้แด่ นักวิจัย และงานวิจัย ที่จะสร้างเสียหัวเราะ รอยยิ้ม และจุดประเด็นให้เราได้คิด นั้นเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลอ้างอิง


อึ่งอางระเบิดตูม



เมื่อพูดถึง อึ่งอาง หนึ่งในลักษณะเด่นของพวกมันก็คือ การพองตัว แต่ ถ้าแค่นี้มันคงไม่เป็นเรื่องราวประหลาดอะไร แต่ถ้าพวกมันไม่ พองตัวจนตัวระเบิด เครื่องนงเครื่องในแตกกระจาย กระเด็นไปไกลเป็นเมตรๆ

รายละเอียดเกี่ยวกับ อึ่งอางระเบิด

  • เรื่องราว อึ่งอางระเบิด ตกเป็นข่าวกระจายไปทั่วเมื่อราวเดือนเมษายน 2005
  • เมื่อมีผู้พบเห็น อึ่งอาง ที่ Altona ในเมือง ฮัมบูรค์(Hamburg) ประเทศเยอรมัน พองตัวจนตัวระเบิด เครื่องในกระจายไปไกลเป็นเมตร
  • จนบริเวณทะเลสาบที่เป็นที่อยู่ของ อึ่งอาง ถูกขนานนามว่า Tümpel des Todes ในภาษาเยอรมัน (Pool of Death หรือ บึงแห่งความตาย)
  • โดยปรากฏการณ์ประหลาดนี้ จะเกิดขึ้นถี่ในช่วงเวลา ตีสอง ถึง ตีสาม
  • พยานที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เห็นอึ่งอางขยายตัวขึ้นถึง 3.5 เท่ากว่าช่วงปกติ ก่อนที่จะระเบิดเป็นจุล และหลังจากระเบิดพวกมันยังมีชีวิตอยู่อีกเป็นระยะเวลาสั้น
  • นาย Werner Smolnik นักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ระบุว่ามี จำนวนอึ่งอางที่ระเบิด ตายมากถึง 1000 ตัว ในช่วงเวลา 2-3 วัน
  • สัตว์แพทย์ นามว่า Franz Mutschmann ได้ทราบถึงเรื่องราวประหลาดนี้จึงได้เข้า เก็บรวบรวมเศษซากของเหล่าอึ่งอางที่ระเบิด เพื่อทำการชันสูตร เพื่อหาเงือนงำของ ปรากฏการณ์ประหลาดนี้
  • Franz Mutschmann ได้สร้างสมติฐานของปรากฏการณ์ประหลาดนี้ว่าเชื่อมโยงกับ อีกา กับ ลักษณะการป้องตัวของอึ่งอาง
  • โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของอีกาในพื้นที่ โดยเขาบอกว่า อีกานั้นเป็นสัตว์ที่ฉลาด และชอบกิน ตับอึ่งอาง แต่ไม่กินอึ่งอางทั้งตัวเนื่องจากอึ่งอางเป็นสัตว์มีพิษ อีกาจึงค้นคิดวิธีกินตับกบ โดย
  • อีกาจะใช้จงอยปากจิก อึ่งอางผ่านผิวหนัง บริเวณระหว่างช่องอก กับช่องท้อง ดึงเอาตับออกไปอย่างเดียว
  • เมื่ออึ่งอางถูกโจมตี ปฏิกริยาป้องกันตัวของอึ่งอางจะทำงานโดยอัตโนมัติ คือ พวกมันจะพองตัว แต่เนื่องจากบาดแผลที่ถูกจิก และตับที่หายไป ทำให้หลอดเลือดของอึ่งอาง และปอดของมันแตกออก นำไปสู่การระเบิด
  • บ้างก็ว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อรา แต่จากการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการณ์ก็ไม่พบการติดเชื้อใด ในซากอึ่งอาง
ข้อมูลอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Exploding_animal

กบมีกระเป๋า



ออสเตรเลีย ทวีปแห่งสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง เชื่อหรือไม่ว่า ไม่เว้นแม้แต่กบ ก็มี กระเป๋ากับเขาด้วยเหมือนกัน แต่เป็นกระเป๋ากางเกง แทนกระเป๋าหน้าท้องซะงั้น

รายละเอียดเกี่ยวกับ กระมีกระเป๋า

  • กบมีกระเป๋า (Pouched Frog) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Assa darlingtoni
  • กบมีกระเป๋า เป็นกบบก ที่อาศัยหลบอยู่ใต้ขอนไม้ ใบไม้ ในป่าฝนในภูเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ ของรัฐควีนส์แลนด์(Queensland) และทางเหนือของ รัฐนิวเซาทเวลส (South Wales) ของประเทศ ออสเตรเลีย
  • กบมีกระเป๋า เป็น กบ สายพันธุ์เดียวในสกุล(Genus) Assa
  • กบมีกระเป๋าเป็นกบขนาดเล็กมีความยาวประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร มีสีน้ำตาลแดง มีจุดสีน้ำตาลอ่อน บนหลัง มีรูปร่างเป็นตัว V
  • แต่สิ่งที่แปลกประหลาดคือ ที่เอวทั้งสองข้างของกบมีกระเป่า จะมีช่องที่มีลักษณะคล้ายกระเป๋า ที่มีสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยของลูกอ๊อด หลังจากฟักออกมาจากไข่
  • กบมีกระเป๋า สามารถผสมพันธุ์ครั้งแรกเมื่อมีอายุ 2 - 3 ปี โดยกบตัวเมียจะวางไข่ 1 - 50 ฟอง/ปี
  • โดยกบตัวเมียจะสร้างรัง ไว้ใต้ขอนไม้ หรือใบไม้ และวางไข่(บนบก) โดยกบทั้งตัวผู้ และตัวเมียจะช่วยกันปกป้องรังที่วางไข่
  • เมื่อลูกอ๊อดฟักออกมาจากไข่จะย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในกระเป๋าบริเวณเอว ของ กบตัวผู้ ลูกอ๊อดเหล่านี้สามารถอาศัยอยู่ในกระเป๋าโดยไม่ต้องง้อน้ำ
  • ภาพจั่วหัวจะเห็น เส้นสีขาวขุ่นที่ข้างขากบ คือ หางของลูกอ๊อดที่โผล่ออกมาจากกระเป๋า ของ พ่อกบ
ข้อมูลอ้างอิง

ก้อนอะไร?



สิ่งที่เห็นนี้หากมองผ่านอาจจะนึกว่าเป็นก้อนเนื้อ หนึ่งก้อน มันคือกบที่มีรูปร่างป้อม เตี้ย อ้วน ไม่เหมือน กบ เอาซะเลย ที่มีชื่อว่า กบเต่า

รายละเอียดเกี่ยวกับ กบเต่า

  • กบเต่า(Turtle frog ) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Myobatrachus gouldii
  • กบเต่า เป็น กบเพียง กบ เพียงสายพันธุ์เดียวใน ในสกุล(genus) Myobatrachus
  • กบเต่า เป็น กบที่มีรูปร่างแปลกไม่เหมือนกบทั่วไป คือ เป็นกบที่มีหัวเล็กสั้น ขาสั้น มีร่างกายกลม มีความยาวประมาณ 4.5 เซ็นติเมตร
  • กบเต่า มีถิ่นที่อยู่อาศัย ระหว่าง Geraldton กับ แม่น้ำFitzgerald ใน เมืองเพิร์ธ(Perth) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง
  • กบเต่า ได้ปรับตัวเขากับถิ่นที่อยู่อาศัย คือพัฒนากล้ามเนื้อขาให้ใหญ่แต่สั้นป้อม เพื่อใช้ในการขุดดิน ขุดทราย แต่ การขุดของ กบเต่านั้นไม่เหมือนกบทั่วๆไป ที่จะขุดถอยหลังเพื่อใช้ในการฝังตัวลงในโคลนเพื่อซ่อนตัว
  • แต่ กบเต่า ใช้การขุดเดินหน้า เพื่อใช้ขุดทะลวงสู่ จอมปลวก เพื่อจับปลวกกินเป็นอาหาร
ข้อมูลอ้างอิง กบเต่า

กบม่วง



กบม่วง นะ ไม่ใช่ กบดำ กบแดง (ตาใครแล้วรีบๆจั่ว เก่งไม่กลัวกลัวช้า!) แน่นอนเมื่อเห็นรูปก็ต้องรู้ว่าที่มาของชื่อพวกมันแน่นอน

รายละเีอียดเกี่ยวกับ กบม่วง

  • กบม่วง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า sahyadrensis Nasikabatrachus
  • เป็น กบ ที่พึ่งมีการค้นพบเมื่อเดือนตุลาคม 2003 นี้เอง และพบเฉพาะที่ ทางตะวันตกของ Ghats ใน อินเดีย เท่านั้น
  • พวกมันรู้จักกันในชื่อว่า กบม่วง(Purple Frog) และกบจมูกหมู(Pignose Frog) อู๊ดๆ
  • กบม่วงมีร่างกายที่ค่อนข้างกลม ขากางออก มีหัวเล็ก จมูกแหลมยื่นยาว ตาเล็ก
  • กบม่วงยังมีเสียงร้องประหลาด คือ ร้องเหมือนเสียงไก่
  • กบม่วงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน จะขึ้นสู่ผิวเดินเพียงปีละประมาณ 2 เดือนในช่วงหน้าฝนเพื่อการผสมพันธุ์
  • การที่พวกมันใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินทำให้ อาหารหลักของพวกมันคือ ปลวก โดยใช้ลิ้นจับปลวกกิน เป็นอาหาร
ข้อมูลอ้างอิง


คางคกประหลาด ออกลูกเป็นตัว



หากพูดถึงสัตว์ในตระกูล คางคก พวกมันทั้งหมดออกลูกเป็นไข่ ยกเว้นเพียงสายพันธุ์ Nectophrynoides เท่านั้นที่ออกลูกเป็นตัว

รายละเอียด

  • พวกมันเป็นคางคกเฉพาะถิ่นพบได้ที่ เทนซาเนีย(Tanzania) เท่านั้น โดยคางคกบางสายพันธุ์ที่พบในเทนซาเนีย นั้นมีลักษณะเฉพาะที่หาที่ไหนไม่ได้ คือ ออกลูกเป็นตัว คือ คางคกสายพันธุ์ Nectophrynoides viviparous
  • พวกมันเป็นคางคกบก ที่อาศัยอยู่ตามป่าไผ่ ทุ่งหญ้าบริเวณชายป่า
  • เนื่องจากออกลูกเป็นตัว ทำให้พวกมันใช้การสืบพันธุ์ภายใน คือ เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกาย แทนที่จะใช้การปฏิสนธิภายนอก(การปฏิสนธิภายนอก คือ ตัวเมียวางไข่ในน้ำ หรือตามพื้นดิน ใบไม้ ใบหญ้า ฯ แล้วผสมกับน้ำเชื้อของตัวผู้ภายนอกร่างกาย เหมือน ดั่งกบ และคางคกทั่วไป)
  • แต่สำหรับ คางคกNectophrynoides viviparous พ่อคางคกจะผสมพันธุ์กับตัวเมีย ผ่านอวัยวะเพศผู้ผ่านอวัยวะเพศเมีย โดยตัวเมียจะฟักใข่ เลี้ยงลูกอ๊อต ภายในร่างกายของตัวเมีย และถือกำเนิดลูกคางคกออกมาเป็น คางคกน้อย โดยข้ามขั้นตอนการ ลูกอ๊อต ไป
  • แต่จุดเด่น และแลดูแปลกประหลาดที่สุดพวกมันคือ ปุ่มสีสดใสตามตัวของพวกมัน
ข้อมูลอ้างอิง


อสูรเขียว แห่ง บึงหลังบ้าน



กบ สัตว์ตัวเล็กๆ ที่เราเห็นว่าดูไม่มีพิษไม่มีภัยใดๆ กับ เรา(ไม่นับรวมกบพิษ ต่างๆ) ก็เนื่องจากมนุษย์มีขนาดใหญ่โตเกินกว่าที่พวกมันจะกลืนลง กระเพาะ แต่ สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กกว่าพวกมันแล้ว พวกมันกินทุกอย่างที่เห็น ทั้ง นก หนู งู แมงป่อง แมงมุม ทุกอย่างที่เล็กและเคลื่อนไหวได้นั้นไม่ปลอดภัย เมื่ออยู่ต่อหน้าลิ้นเหนียวๆ ของ พวกมัน

รายละเอียด

  • เนื่องด้วย พฤติกรรมในการกินของพวกมัน ที่จะจับกินทุกสิ่งอย่างที่มีขนาดเล็กกว่าพวกมัน ที่เคลื่อนไหวได้
  • กบมีฟันเฉพาะกรามบน ฟันนี้มีหน้าบดอาหาร ฟันไม่แข็ง หรือแหลมคมพอที่จะใช้ในการล่าเหยื่อ หรือกัดให้เกิดบาดแผลรุนแรง จนเหยื่อเสียชีวิต
  • เนื่องจากนิสัยที่กินไม่เลือก ทำให้บางครั้งมันกินสิ่งที่ไม่สามารถย่อย กินสิ่งที่มีพิษ กินสิ่งที่ทำให้ก่อเกิดความระคายเคื่องในกระเพาะ เข้าไป
  • สำหรับมนุษย์เรานั้นก็มีวิธีแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวโดยการอาเจียนอาหารเหล่านั้นออกมา แต่กบมีวิธีอ๊วก ที่เราคาดไม่ถึง
  • มนุษย์อ๊วกเฉพาะอาหารออกมา แต่ กบ อ๊วกเอาอาหารออกมา พร้อมกับเครื่องใน ของมันออกมาด้วย
  • เมื่ออ๊วกพลิกกระเพาะออกมากองอยู่นอกร่างกาย พวกมันยังใช้ขาหน้าทำความสะอาด กระเพาะ เป็นการล้างท้องไปในตัวอีกต่างหาก
  • หลังจากล้างกระเพาะจนสะอาดเอี่ยม พวกมันก็จะกลืนกระเพาะกับเข้าไปทางปาก เหมือนปกติ
  • โดยไม่บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แต่อย่างไร
  • หากไม่เห็นภาพ โปรดดู คลิปวีดีโอข้างล่าง รับรองว่าสุดยอดสยองทีเดียว

อันนี้เป็นกบสีน้ำเงินแอฟริกา กินหนูเข้าไปทั้งตัว


อันนี้ภาพจริง ดูว่าพวกมันกินทุกอย่างจริง ไม่เว้นแม้แต่หลอดไฟ

คลิปวีดีโอ กบล้างท้อง



ข้อมูลอ้างอิง


กบประหลาด สุดสยอง



หากจะกล่าวถึงกระประหลาด และแปลกที่สุดคงจะไม่กล่าวถึง กบขน นั้นไม่ได้แน่ ทำไมก็ธรรมดาถ้านึกถึง กบ ก็คงต้องนึกถึงอะไรที่ผิวเรียบๆลื่นๆ แต่ถ้าพวกมัน กับ ปกคลุมไปด้วยขน แถมมีกงเล็บแหลมคม ที่ซ่อนไว้ในนิ้วเหมือน วูล์ฟเวอรีน ใน X-men มันชักจะไม่ธรรมดาซะแล้วใช่ไหม

รายละเอียดเกี่ยวกับ กบขน

  • กบขน(Hairy Frog)มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า(Trichobatrachus robustus)
  • กบขนมีถิ่นที่อยู่อาศัยในตอนกลางของ ทวีปแอฟริกา
  • ปัจจุบันถูกคุกคาม และล่าอย่างหนัก โดยชาวแคเมอรูน จะนำพวกมันไปย่างกิน โดยใช้หอกยาวแทง เพื่อป้องกันการถูกพวกมันทำร้ายด้วยกรงเล็บแหลมคมของพวกมัน
  • จากตัวอย่างที่มีหลงเหลืออยู่ กบขน มีขนาดร่างกายยาวประมาณ 11 เซ็นติเมตร มีหัวใหญ่แผ่ออกทางกว้างมากกว่าทางยาว จมูกค่อนข้างมนกลม
  • ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย
  • สิ่งที่สามารถเห็นได้อย่างโดดเด่นของพวกมันก็คือ เส้นขน ที่โดยแท้จริงแล้วสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ ขน แต่เป็นผิวหนังที่ยื่นยาวออกมาของกบเพศผู้ในช่วงผสมพันธุ์ โดย บริเวณผิวหนังที่ยื่นยาวมาคล้ายขนนี้จะมีเส้นเลือดแดงจำนวนมากในบริเวณนั้น และไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่า ผิวหนังที่มีลักษณะคล้ายขนนี้มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร แต่ คาดว่ามีเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวให้มากขึ้นเพื่อให้ออกซิเจนซึมผ่านผิวหนังได้ดีขึ้น
  • แต่สิ่งที่ทำให้มันโด่งดัง และสร้างความสงสัยยิ่งให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่สุดก็คือ กงเล็บของพวกมัน ที่จะเป็นกระดูกฝังอยู่ในผิวหนัง กงเล็บเหล่านี้เชื่อมต่อด้วยกล้ามเนื้อ และจะแทงทะลุผิวออกมาเมื่อพวกมันถูกคุกคาม หรือทำให้ตกใจ เพื่อใช้ปัองกันตัว แต่ ก็มีบางแนวที่คิดว่ากงเล็บนี้มีไว้สำหรับ เพื่อให้พวกมันปีนป่ายได้ดีอย่างมั่นคง
คลังภาพ



จะเห็นว่าที่ปลายนิ้วของ กบขน จะมี กงเล็บ แหลมคมแทงทะลุผิวหนังออกมา


อันนี้ สแกนให้ดูกันชัดๆไปเลยถึง ลักษณะกงเล็บของพวกมัน


นี้คือ หอก ที่ชาวแคเมอรูน ใช้ในการล่ากบขน และในมือขวาของเขาก็คือซาก กบขน

ข้อมูลอ้างอิง


คลังบทความ wowboom

เพื่อนๆ wowboom