มี Sex มากที่สุดในโลก


Have Sex มีเซ็กส์ ไปเจอสถิตินี้แทบจะเป็นลม อะไรมันจะขนาดนี้ ก็ สถิติมีเซ็กส์มากที่สุดในโลก ภายใน 1 วัน ให้ทายกันเล่นก่อนว่า เธอคนนี้สามารถมี เซ็กส์ กับผู้ชายได้กี่คน ต่อ วัน

รายละเอียด เกี่ยวกับ หญิงที่มีเซ็กส์มากที่สุดในโลก ต่อ วัน

  • เธอมีนามว่า Lisa sparxxx เธอเป็นดาราหนังโป๊ ชาวอเมริกัน
  • เธอมีสัดส่วน 36DD - 32 - 40 ( อก - เอว - สะโพก )
  • ท่าที่ชื่นชอบ Doggie และ Missionary
  • ของเล่นที่ชื่นชอบ : ผู้ชาย ( แรงจริงนะแม่คุณ แต่ก็จริงถ้าไม่รักไม่ชอบจริงคงไม่นอนทำสถิตินี้แน่ๆ)
  • เธอทำสถิติ Make love นี้ที่งาน Eroticon ปี 2004 เธอเป็นแชมป์เปี้ยน คนที่ 3 ของงานนี้ โดยแชมป์คนแรกทำสถิติไว้ที 646 คน/วัน แชมป์คนที่สอง ทำสถิติไว้ที 795 คน/วัน
  • ส่วนลิซ่าาาาาาาาาา ทำสถิติมี Sex กับผู้ชายไว้ที่ 919 คน ต่อ วัน wowboom
  • ลองมาคำนวณกันดูเล่นๆ 1 วันมี 60 นาที คูณด้วย 24 ชั่วโมง = 1440 นาที หารด้วย 919 คน เท่ากับมี Sex กับผู้ชายตกคนละ 1.56 นาที/คน ( ปล. ยังไม่หักเวลา เข้าส้วม กินข้าว กินน้ำนะเนี้ย )
  • แต่ที่จะลืมไม่ได้ที่จะให้ เครดิต "คนจัดคิว" ที่ต้องคอยบริหารเวลา เนี้ยก็สุดยอดเหมือนกัน ผมคาดว่าจะต้องมีคำพูดอย่างนี้บ้างแน่ๆเลย "เฮ้ยๆ เอ็งนานไปแล้ว พอๆ คนต่อไป" , "เฮ้ยๆ คนนั้นอย่าเอา(ไอ้นั้น)ดันคนข้างหน้าซิ ค่อยๆเดินเดินตามกันไป" , "เฮ้ยๆ อย่าต่อยกัน ได้กันทุกคน"
ข้อมูลอ้างอิง มี Sex มากที่สุดในโลก

  • ข้อมูลอ้างอิงบางส่วนต้องขอข้ามไปเนื่องจากเนื้อหาเว็ปไซค์ ออกแนวลามก อนาจาร เกินงาม

อมงูในปาก มากที่สุดในโลก



Jackie Bibby คือ ชายที่ครองสถิติที่ไม่ค่อยจะมีใครอยากทำลาย เนื่องจากสถิติที่เขา ครบครอง คือ อมงูไว้ในปากมากที่สุดในโลก จำนวนหรือ ก็ 1 โหล พอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน

ประวัติของ นาย Jackie Bibby

  • นาย Jackie Bibby เป็นชาวเมือง Rising Star รัฐ Texas ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1950
  • เจ้าของสถิติ กินเนสบุ๊ค 2 สถิติคือ อมงูrattler ไว้ในปาก 12 ตัว และ นอนในอ่างอาบน้ำกับงู rattler 87 ตัวเป็นเวลา 45 นาที
  • แน่นอนด้วยสถิติสุดสยองนี้ทำให้เขา มีสถานะเป็น โสด
  • ช่างเป็นมนุษย์ ที่สุดในโลก คนหนึ่งทีเดียว

ภาพขณะ Jackie Bibby นอนในอ่างอาบน้ำ กับ งู 87 ตัวเป็นเวลา 45 นาที

ข้อมูลอ้างอิง อมงูในปาก มากที่สุดในโลก





ปาฏิหาริย์ ที่มีจริง กับ ไก่ไร้หัว



Mike ไมค์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไมค์ไก่ปาฏิหาริย์ จะไม่ให้เรียกอย่างนั้นได้อย่างไรในเมื่อ มันถูกสับหัวขาดเหลือแต่ตัว แต่สามารถมีชีวิตได้ยืนยาวอีกถึง 18 เดือน และสาเหตุที่ทำให้มันเสียชีวิตลง ก็ไม่ได้เกิดจาก บาดแผล แต่เกิดจากอาหารติดคอตาย ซะงั้น!!

รายละเอียดเกี่ยวกับ ไมค์ ไก่ไร้หัว

  • ไมค์ (Mike) เป็น ไก่ สายพันธุ์ Wyandotte
  • ไมค์ โด่งดังขึ้นมาเนื่องจาก เป็นไก่หัวขาด แต่ ไม่ตาย แถมยังมีอายุยืนยาวไปอีกถึง 18 เดือน
  • เจ้าของ ไมค์ มีชื่อว่า ลอยด์ โอเซ็น(Lloyd Olsen) มีอาชีพเป็นชาวไร่อยู่ที่เมือง Fruita ในรัฐโคโลราโด (Colorado) ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • จุดเริ่มต้นของตำนาน นั้น ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป มันอาจจะเริ่มจากอาหารเพียงมื้อเดียว ก็ได้
  • ดังเช่นเรื่องของ ไมค์ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1945 ลอยด์เลือกไก่มา 1 ตัว และไก่โชคร้ายตัวนั้นก็คือ ไมค์ เพื่อนำมาปรุงอาหาร เขาใช้ขวานคมกริบ สับฉับหมายจะสบั้นคอไก่ให้ขาดกระเด็น แต่ เขาพลาดสับไปโดนเพียงบางส่วนของหัว เจ้าไมค์ แต่ ถึงกระนั้นมันก็เป็นเกือบทั้งหมดของหัว เจ้าไมค์ เนื่องจากไมค์ เหลือเพียงหูข้างเดียวเท่านั้น
  • ไมค์ ไม่เพียงไม่ตาย แต่มันยังสามารถ เดิน กระโดดไปเกาะขอน ขัน(ถึงแม้จะแค่เสียงสั่นๆในลำคอ) ไซ้ขน(ถึงแม้จะทำไม่ได้เนื่องจากไม่มีหัวแล้ว แต่ก็ยังคงแสดงท่าทางอยู่) ทำท่าทางจิกหาอาหาร
  • เมื่อลอยด์เห็นแน่แล้วว่า ไมค์ ไม่ตายเขาจึงตัดสิ้นใจไม่ฆ่ามันซ้ำสอง เขาจึงรักษามัน ให้อาหารมัน โดยใช้ที่หยอดตา หยดน้ำผสมนม และมีเสริมด้วยเมล็ดข้าวโพดเล็กๆ ให้มันกิน เป็นอาหาร
  • เรื่องราว ปาฏิหาริย์ นี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไมค์ กลายเป็น ดาราดัง ลงนิตยสารนับ 10 ฉบับ ไม่เว้นแม้แต่ นิตยสารไทม์
  • ไมค์ สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ ลอยด์ โดยเขาสามารถเก็บค่าตั๋วราคา 25 เซ็นท์/การเข้าชม รวมคิดเป็นรายได้ต่อเดือนกว่า 2.38 แสนบาท/เดือน (ในยุคนั้น หรือคิดเป็นเงินกว่า 2.5 ล้าน/เดือน ในยุคนี้ )
  • จากรายได้มหาศาล และความโด่งดัง ของ ไมค์ นำพาให้มีประชาชนอีกจำนวนมากต้องการจะเลียนแบบ ไมค์ โดยการสับหัวไก่เพื่อสร้าง ไมค์นันเบอร์สอง แต่ไม่มีใครสามารถทำสำเร็จ ทุกตัวมันล้วนเสียชีวิตภายใน 1-2 วัน หลังจากถูกตัดหัว
  • ในเดือน มีนาคม 1947 ณ โมเทล ในเมือง Phoenix ระหว่างการพักการเดินทาง ขากลับจากการแสดงโชว์ ไมค์ เกิดอาหารติดคอ ไปอุดทางเดินหายใจ ทำให้มันขาดใจตายในคืนนั้น เป็นการปิดตำนาน ไมค์ไก่ไร้หัว ลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
สาเหตุ ที่ทำหให้ ไมค์ หัวขาดแล้วไม่ตาย

  • เนื่องจากสัตว์จำพวก ไก่ ใช้ก้านสมองในการสั่งการ คุบคุมการทำงานของร่างกาย เช่นการควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ
  • ไมค์ ถูก ตัดหัวออกไปเกือบทั้งหมด แต่ ยังเหลือส่วนของก้านสมอง(Brain stem) อยู่กับร่างกาย
  • ลิ่มเลือด เป็นตัวช่วยเปิดปากแผลทำให้ ไมค์ ไม่เสียเลือดจนเสียชีวิต
ปล. สัตว์พวก เป็ด ไก่ นั้นมีพลังชีวิตเหลือล้น ถึงแม้พวกมันจะโดนเชือดคอขาด ต้องจับห้อยหัวลงให้เลือดไหลจนตาย ถ้าเชือดแล้วปล่อย พวกมันนั้นยังสามารถมีชีวิตวิ่งหนีได้เสมอ แต่การที่จะมีชีวิตได้ถึง 18 เดือน นั้นถือว่า ปาฏิหาริย์ โดยแท้
ข้อมูลอ้างอิง ไมค์ ปาฏิหาริย์ ไก่ไร้หัว

อ้างอิงในส่วน เนื้อหา


อ้างอิงในส่วน รูปภาพ


คนจนที่สุดในโลก



Poorest person in the world คนจนที่สุดในโลก คำนี้ เป็นอีกคำหนึ่งที่มีคน Search ผ่าน Google เข้ามาที่ wowboom ค่อนข้างบ่อย ทั้งๆที่บทความใน wowboom ไม่มีบทความไหนติดอันดับ Top 100 คำนี้เสียด้วยซ้ำ ผมเองก็อดสงสัยไปไม่ได้ว่า คน แต่ละคนนิยามคำนี้ว่าอย่างไร ?

นิยาม ของ คำว่า คนจนที่สุดในโลก (สำหรับผม)

  • ตามนิยามของ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " จน " ว่า อัตคัดขัดสน, ฝืดเคือง, มีเงินไม่พอยังชีพ
  • จากความหมาย ตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะเห็นว่า คำว่า จน เชื่อมโยงกับ เรื่อง เงิน และความสามารถในการยังชีพ นั้นสะดวกสบายหรือไม่
  • ฉะนั้น ถ้าเราเอา เงิน เป็นตัววัด ถึงเราไม่มีเงินซักสตางค์แดงเดียว แต่เราสามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง มีกินมีใช้อย่างสบาย ก็ถือว่าเราไม่ใช่คน จน แล้ว ก็อยู่ที่แต่ละคนจะคิดกันไป
  • แน่นอนถ้าเอาเรื่องเงินเป็นตัววัด ว่าใคร จน ผมว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเงินเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว มันจึงเป็นการยากที่จะหาคำตอบนี้ได้อย่าง เฉพาะเจาะจงตัวลงไป
  • และ ผมเองเคยฟังพระท่านเทศน์ ว่า " ถ้าเรารู้จักพอเราก็ไม่จน " ซึ่งมันพอจะให้นิยามของคำว่า " จน " สำหรับผมได้เป็นอย่างดี (โดยส่วนตัวผมก็ชอบความหมายนี้มากทีเดียว)
  • ฉะนั้น ถ้าเราเอา กิเลส ตัญหา ความไม่รู้จักพอ เป็นตัววัดว่าใคร จน ผมก็พอจะมองเห็นว่าใคร เป็น คนที่ จน ที่สุดในโลก
  • คุณเองนิยามคำนี้ว่าอย่างไร ?
บ่ อยาก จน ก็จงรู้จัก พอ
บ่ ยาก จน แค่จงรู้จัก พอ
อยากยาก จน เจ้าจงดิ้นรน บ่ รู้จัก พอ

เปิดความลับ ท่าเต้น ต้านแรงโน้นถ่วง ของ ไมเคิล แจ็คสัน



Why ทำไม ไมเคิล แจ็คสัน จึงสามารถเต้นท่านี้ได้ มันเป็นอะไรที่ทำลายกฏฟิสิกส์ลงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากไม่ว่าวัตถุใดก็ตามถ้าจุดศูนย์ถ่วง หลุดออกนอกฐาน วัตถุนั้นจะล้มลง(กรณีฐานไม่มีการยึดแน่น) แล้วทริก นี้อยู่ที่อะไร ที่สามารถทำให้ ไมเคิล อยู่เหลือกฏธรรมชาตินี้ได้ เราไปดูกันครับ

เปิดความลับ ท่าเต้น ต้านแรงโน้นถ่วง

  • แน่นอนในทางวิทยาศาสตร์ คงไม่มีอะไรที่อยู่เหลือ กฏแห่งธรรมชาติไปได้
  • ในเมื่อจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเราจะอยู่บริเวณช่วงท้อง เมื่อเราโน้นตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆจนจุดศูนย์ถ่วงเราหลุดจากปลายเท้าออกมา ปลายเท้าเราจะเปลี่ยนเป็นจุดหนุน ไม่ว่าเราจะแข็งแรงขนาดไหนเราจะต้องล้มคว่ำไปหน้าอย่างแน่นอน
  • ฉะนั้นถ้าเรายังต้องการที่โน้นตัวไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ล้มเราจำเป็นจะต้องมีแรงอะไรซักอย่างมารั้งเราไว้ เพื่อต้านแรงแน้นถ่วง ไม่ให้ดึงเราล้มคว่ำไปด้านหน้า
  • แล้วเราจะสร้างแรงต้านนี้อย่างไรดี จะใช้เชือกผูกตัวแล้วให้คนคอยดึงรั้งอยู่ด้านหลัง โหถ้าทำอย่างนี้คงเล่นได้แต่ที่ร้านหมูกระทะ
  • จะใช้คนแต่งชุดดำให้กลมกลืนกับ ฉากหลังแล้วคอยดันอยู่ด้านหน้า ถ้าจะเล่นอย่างนี้คงต้องเอาไว้ไปเล่นเกมส์โชว์เกมส์ซ่าท้ากึ๋น กับ เก็นซัง ที่ ญี่ปุ่น
  • หรือจะเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายให้ต่ำลง โดยใส่รองเท้าตะกั่วที่หนักมากๆ ถ้าทำอย่างนี้ก็คงจะเต้นท่าอื่นไม่ได้
  • หรือจะให้กาวทารองเท้าติดไว้กับพื้นเวที แล้วจะเต้นท่าต่อไปอย่างไร แต่วิธีนี้เริ่มใกล้เคียง วิธีที่ ไมเคิล ใช้แก้ปัญหาแล้ว ปัญหามันเหลือแค่ว่าจะดึงเท้าออกมาอย่างไรเมื่อยึดกับพื้น
  • ไมเคิล เลยแก้ปัญหาโดยสร้างรองเท้าชนิดพิเศษ โดยที่ส้นรองเท้าจะมีร่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่สามารถสับเข้ากับ เดือยที่พื้นเวที เพียงเท่านี้รองเท้าก็สามารถยึดติดแน่นกับพื้นเวที แน่นพอจะให้สามารถเต้นท่า ต้านแรงโน้นถ่วงได้แล้ว
  • ส่วนวิธีถอนเท้าออก ก็เพียงดันเท้าไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วเชื่อมต่อด้วยท่าเต้นอื่น แจ๋มไปเลย ไมเคิล

ซ้ายรูปส้นรองเท้า จะมีร่องที่มีไว้สำหรับไว้ขัดกับเดือยที่พื้น ตามรูปกลาง เมื่อรองเท้าขัดกับเดือยแน่นจึงทำให้สามารถเต้นท่า ต้านแรงโน้นถ่วงได้ดังภาพขวา
พอดีวันเมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี ของการจากไปของ ไมเคิล แจ็คสัน
จึงนำบางแง่มุม นอกจากจะเป็น นักร้อง นักเต้น เขายังเป็นนักประดิษฐ์ ที่ยอดเยี่ยม
ภาพ สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง ของ ไมเคิล แจ็คสัน ฉบับเต็ม

ภาพใหญ่ เพียงพอจะอ่านตัวหนังสือเห็นนะครับ คลิกที่รูปเพื่อ โหลดรูปใหญ่ขึ้นมาดูได้นะครับ
  • ชื่อสิทธิบัตร METHOD AND MEANS FOR CREATING ANTI-GRVITY ILLUSION ลองสังเกตดูว่าชื่อสิทธิบัตร มีคำว่า illusion ซึ่งหมายความ มันเป็นวิธีการแสดงลวงตา ให้เสมือน ต้านแรงโน้นถ่วงได้
  • สิทธิบัตรนี้จดที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1993
  • เลขที่สิทธิบัตร 5,255,452


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 1


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 2


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 3


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 4


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 5


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 6


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 7


สิทธิบัตร รองเท้าต้านแรงโน้นถ่วง หน้าที่ 8

ข้อมูลอ้างอิง เปิดความลับ ท่าเต้น ต้านแรงโน้นถ่วง ของ ไมเคิล แจ็คสัน

อ้างอิงในส่วนสิทธิบัตร

ว่าด้วย เรื่อง ไข่ ไข่ และ ไข่


รู้หรือเปล่าว่าภาพข้างต้นคืออะไร คำตอบมันคือ ไข่ไก่ ถึงมันจะมีรูปร่างที่แปลกประหลาด แต่สำหรับชาวไร่ ที่ทำฟาร์มเลี้ยงไก่ เรื่องไข่รูปทรงแปลกนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เนื่องจากมันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอๆ โดยเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุใหญ่เกิดจาก 2 สาเหตุ นี้คือ
  1. ไก่สาว ที่วางไข่ในครั้งแรกๆ
  2. การวางไข่ ที่ใช้เวลานานในการเบ่งไข่ ฟองนั้นๆ


รู้หรือเปล่าว่าภาพข้างบนนี้แปลกอย่างไร หลายคนอาจจะงง ว่ามันแปลกอะไร ก็แค่ไก่ และ ไข่ไก่ แต่เรื่องนี้ถือว่าแปลกประหลาดอย่างมาก เนื่องจาก แม่ไก่ที่ชื่อ Sarah ไก่สายพันธุ์ Plucky ที่มี Debbie Armstrong เป็นเจ้าของ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ในการวางไข่มากถึง 14 ฟอง เนื่องจากปกติไก่จะไข่เพียงวันละฟอง และถ้าอย่างมากก็จะไข่วันละ 2 ฟอง คือ เช้าฟอง เย็นฟอง


อันนี้คงไม่ต้องถามว่ามันแปลกอย่างไร ก็คงจะเป็นไข่ไก่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นแน่ เพราะภาพมันฟ้อง ไข่ฟองนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 23 เซ็นติเมตร มีน้ำหนักมากถึง 163 กรัม โดยมันเป็นไข่ ที่เกิดจากแม่ไก่ของ Tony Barbouti ชาวเมือง Eastwood, Essex ประเทศอังกฤษ

บทความเกี่ยว กับ ไข่

ข้อมูลอ้างอิง ว่าด้วย เรื่อง ไข่ ไข่ และ ไข่

อ้างอิงในส่วนเนื้อหา ไข่หน้าตาประหลาด และไก่ออกไข่มากที่สุดในโลก


อ้างอิงในส่วนไข่ใหญ่ที่สุดในโลก

นาซ่า ต้องอายม้วน


NASA นาซ่า ต้องอายม้วน นี้คือความรู้สึกของผมเมื่อได้รู้ว่าภาพชุดต่อไปนี้ได้จากกล้องดิจิตอลราคาประมาณ 1,600 บาท ที่ติดตั้งไปกับบอลลูน ที่ถ่ายจากระดับความสูง ที่สุดชั้นบรรยากาศของโลก

คลังรูปภาพ ถ่ายจากสุดขอบชั้นบรรยากาศ ด้วยกล้องราคา พันหกร้อยบาท



ภาพถ่ายฟาร์มในแคลิฟอร์ิเนีย ขณะ ที่บอลลูนกำลังลอยขึ้น


ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้องราคา พันหกร้อยบาท ที่ระดับความสูง 37.5 กิโลเมตร เหนือ อ่าวแคลิฟอร์เนีย แปซิฟิก (Californian Pacific coast)


น่าทึ่งในความสามารถของกล้องดิจิตอลสมัยนี้จริงๆ

รายละเอียดเกี่ยวกับ อย่าหมิ่นเงินน้อย

  • ภาพถ่ายชุดนี้ถ่ายโดย นายคอลิน ริช(Colin Rich) นักดาราศาสตร์สมัครเล่น
  • กล้องที่ใช้บันทึกภาพเป็นกล้องราคาประมาณ 1,600 บาท ( 30 ปอนด์ ) ที่ซื้อจากเว็บ ebay ที่ติดตั้งไว้บนบอลลูน
  • ภาพบางภาพถ่ายจากระดับความสูงถึง 37.5 กิโลเมตร หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่าสูงขนาดไหน ก็ประมาณ 4 เท่าของความสูงเพดานบิน ของ เครื่องบินจัมโบ้เจ็ต
  • ในขณะที่ นาซ่า ( NASA ) ทุมงบประมาณไปนับ เป็น ร้อยล้าน พันล้านปอนด์ ในแต่ละปีสำหรับใช้ในโครงการดาวเทียมต่างๆ ของตน
  • บอลลูนถ่ายภาพนี้มีชื่อเก๋ๆว่า Pacific Star 2
  • แรงจูงใจให้นายคอลิน ริช ทำโครงการนี้เกิดจากช่างภาพนามว่า โรเบิร์ต ฮาร์ริสัน(Robert Harrison) ที่ส่งบอลลูนขึ้นบันทึกภาพถ่ายที่ระดับความสูง 34.8 กิโลเมตร เมื่อเดือนตุลาคม 2008 และนายคอลิน ริช ก็ตัดสินใจว่าเขาจะต้องบันทึกภาพให้ได้ดีกว่า สูงกว่า ที่ โรเบิร์ต ฮาร์ริสัน ทำได้
วิธีการสร้างบอลลูนบันทึกภาพ แบบ ต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูง

  • ใช้ กล้องดิจิตอล อายุ 5 ปี ยี่ห้อ Canon รุ่น Powershot A560 โดยกล้องจะถูกตั้งโปรแกรมให้บันทึกภาพอัตโนมัติ ตามระยะเวลาที่กำหนด
  • กล้องถูกห่อด้วยโฟม สไตโรโฟม(Styrofoam) หลายคนอาจจะคิดว่ามันคงเป็นโฟมพิเศษ ราคาแพงโคตรๆ รับรองว่าคิดผิดเนื่องจาก สไตโรโฟม ก็คือโฟมแบบเดียวกับ กล่องข้าวที่บ้านเราใช้ใส่ กระเพราไก่ไข่ดาวโฟมทำหน้าที่ปกป้องกล้อง จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นด้านบน
  • พันทับรอบ สไตโรโฟมด้วยผ้าเทป( duct-tape ก็เทปที่ใช้ติดสันรายงานตอนเด็กๆ )
  • เมื่อเสร็จสรรพก็แขวนมันกับบอลลูนตรวจสภาพอากาศ ตัวบอลลูนทำจากยางลาเท็ก(Latax) บรรจุด้วยก๊าซฮีเลียม(Helium) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.9 เมตร
  • บอลลูนถูกปล่อยขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2010 ที่เมือง Oxnard รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • บอลลูนลอยขึ้นไปอัตราประมาณ 31.5 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง บอลลูนก็จะลอยถึงชั้น สตราโตสเฟียร์(Stratosphere ชั้นบรรยากาศชั้นสุดท้ายของโลก หลุดออกจากชั้นนี้ก็จะเป็นอวกาศ)
  • เมื่อบอลลูนลอยถึงระดับความสูงที่ 37.5 กิโลเมตร บอลลูนจะปริขยายใหญ่ขึ้นถึง 7 เท่ามีความกว้างถึง 7.2 เมตร กลายเป็นร่มชูชีพเพื่อใช้ในการพากล่องโฟม และกล้อง ค่อยๆดิ่งลงมา โดยสถานที่ตกนั้นห่างจากจุดปล่อยตัวประมาณ 32 กิโลเมตร และคอลินจะแกะรอยหา กล้อง ด้วยระบบ GPS
  • โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 26,500 บาท กับเวลาในการประดิษฐ์เครื่องมืออุปกรณ์ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับภาพถ่ายในลักษณะเดียวกันที่นาซ่าถ่ายได้ งบประมาณที่ทุมลงไปนั้นเทียบกันไม่ได้เลย

หน้าตาของ Pacific Star 2 ด้านซ้าย คือกล้องราคา พันหกร้อยบาท กล่องส้มๆก็คือ โฟมที่เป็นเกราะป้องกันความเย็นให้แก่กล้อง

ข้อมูลอ้างอิง นาซ่า ต้องอายม้วน

มันมาอีกแล้ว Forward mail ลวงโลก บอนไซแมว



Forward mail hoax ฟอร์เวิร์ดเมลลวงโลก ทำไม มันถึงไม่มีวันตาย ไม่มีวันหมดไปซักที อย่างฟอร์เวิร์ดเมล เรื่อง บอนไซแมว มันก็ขยันมีคนส่งมาให้ Admin DEN ดูอยู่เนืองๆ สาเหตุที่มันไม่หมดไม่สิ้น ก็คงเป็นสาเหตุมาจากการที่เรามักจะเชื่อในสิ่งที่ ญาติมิตร เพื่อนฝูง ส่งมาให้โดยไม่สงสัย ควรนำ หลักกาลามะสูตร มาพิจารณา มาไตร่ตรอง ก่อนที่จะเชื่ออะไร

รายละเอียดเกี่ยวกับ ฟอร์เวิร์ดเมล บอนไซแมว

  • ภายใน E-mail จะมีเนื้อหาทำนองว่าในต่างประเทศกำลังมีความนิยมอุปกรณ์ตกแต่งบ้านอย่างใหม่ ที่เป็นแมวที่ถูกยัดอยู่ในขวดโหล การเลี้ยงดูก็แสนง่ายให้อาหารผ่านท่อ ทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลผ่านท่อ เช่นกัน ภายใน E-mail ยังมีเนื้อความประกอบดังต่อไปนี้
  • ลูกแมวเกิดใหม่ จะถูกนำยัดเข้าไปในขวดโหล
  • เลี้ยงดูพวกมันจนเติบโตจนอัดแน่นอยู่ในขวดโหล
  • พวกมันหายใจผ่านรูเล็กๆ ที่เจาะไว้ที่ขวดโหล
  • การกิน และขับภ่าย ผ่านท่อพิเศษจากขวดโหล
  • พวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นของตกแต่ง ที่ เป็นสัตว์เลี้ยง
เปิดโปง ฟอร์เวิร์ดเมล บอนไซแมว

  • ต้นกำเนิดของ E-mail นี้มาจากเว็บไซค์ http://www.bonsaikitten.com/ (ปัจจุบันปิดตัวลงแล้ว)
  • มีผู้ส่งต่อเรื่องราวของ บอนไซแมว ผ่านทางฟอร์เวิร์ดเมล ไปอย่างกว้างขวาง ยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง และผลของมันก็ส่งออกมาในเชิงลบ และความไม่พอใจอย่างมากต่อการกระทำอันโหดร้ายนี้
  • จน FBI ต้องเข้ามาทำการสืบสวนเรื่องราวนี้ ผลการสืบสวนพบว่า ในช่วงปี 2000 เว็บ bonsaikitten.com ไว้ใช้เซิร์ฟเวอร์ของ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมซซาชูเซตต์ (MIT มหาวิทยาลัยทางวิศวกรรมอันดับ 1 ของโลก) เป็นโฮสต์ในครั้งแรก จึงคาดกันว่าเว็บนี้เป็นการเล่นสนุกของ นักศึกษา
  • เว็บไซค์ได้ย้าย โฮสต์ไปเรื่อยจนปิดตัวลงในที่สุด แต่ก็ยังมีเว็บเลียบแบบปรากฏให้เห็นบ้าง ดังเว็บไซค์นี้ http://www.ding.net/bonsaikitten/index.html
ข้อจับผิด พิรุธ ต่างๆ
  1. รูปภาพที่นำเสนอนั้นขัดแย้งกับ ข้อความที่โฆษณาว่าแมวถูกเลี้ยงดู ให้เติบโตขึ้นเรื่อยจนโตคับขวดโหล แต่รูปที่ปรากฏนั้น เห็นได้ว่าแมวเหมือนถูกยัดเข้าไปตอนโต และขวดโหลก็ใหญ่พอที่จะให้สามารถยัดแมวเข้าไปได้โดยไม่เป็นอันตราย
  2. เป็นไปไม่ได้ที่แมวจะสามารถมีชีวิตอยู่ภายใต้พื้นที่จำกัด เช่น ภายในขวดโหลได้เป็นระยะเวลานาน โดยไม่เกิดแผลกดทับ เนื่องจากแมวไม่สามารถขยับตัว ต้องขดอยู่ในท่าเดียวตลอดเวลา ทั้งอากาศก็ไม่ถ่ายเท เพียงแค่ระยะเวลา 2 - 4 ชั่วโมง แมวที่อยู่ในสภาพนี้ก็จะเริ่มเกิดอาการ แผลกดทับแล้ว
  3. บนหน้าเว็บส่วนการสั่งซื้อ มีช่องทางให้ติดต่อเพียงช่องทางเดียวคือ E-mail แต่ จากการตรวจสอบ E-mail ที่ให้ไว้ในเว็บไซค์เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร E-mail นั้นเป็น อีเมลปลอมที่ไม่มีการเปิดใช้งานจริง
  4. จากแหล่งอ้างอิงข้างล่างที่เป็นเว็บไซค์ที่เชื่อถือได้ ต่างสรุป เป็นแนวทางเดียวกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลวงโลก
ข้อมูลอ้างอิง เปิดโปง ฟอร์เวิร์ด เมล ลวงโลก บอนไซแมว

อ้างอิงในส่วนเนื้อหา และข้อจับเท็จ


อ้างอิงในส่วนเนื้อหา และข้อจับเท็จ

เจ้าแห่งหนู



Rat King เจ้าแห่งหนู เป็นชื่อเรียก กลุ่มหนูจำนวนมากที่มีหางยึดกันอยู่ เป็น ปุ่มปม ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า การพบเห็นพวกมันจะนำมาซึ่งโชคร้าย หรือ ภัยพิบัติ ที่เกิดขึ้นในเวลาอันใกล้

รายละเอียดเกี่ยวกับ เจ้าแห่งหนู

  • เจ้าแห่งหนู คือ กลุ่มของหนูหลายตัวที่หาง ยึดติดกันด้วย เลือด , น้ำแข็ง , คราบสกปรก , มูล หรือ พันกันเป็นปมเอง
  • จำนวนหนูที่หางพันกันจนเกิดเป็น เจ้าแห่งหนู นั้นมีจำนวนไม่แน่นอน แต่การที่จะเกิดการยึดติดกันทีละมากๆนั้นมีโอกาสเกิดได้น้อยมาก
  • ส่วนมากมีการพบ เจ้าแห่งหนู และซาก ของมันใน เยอรมัน เป็นส่วนมาก
  • มีบันทึกที่สืบค้นได้ถึงการปรากฏตัวของ เจ้าแห่งหนู ที่เก่าแก่ที่สุดนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1564
  • ซากของ เจ้าแห่งหนู ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ ซากเจ้าแห่งหนู ที่ค้นพบในปี 1828 ที่ เผาไฟในโรงสี ของ Buchheim ในเยอรมัน จำนวนหนูที่เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันนั้นมากถึง 32 ตัว (ภาพจั่วหัว) ซากนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Mauritianum ในเมือง Altenburg ประเทศ เยอรมัน
  • โดยมาก เจ้าแห่งหนูที่พบ จะเป็นหนูดำ( R. rattus ) มีเพียงครั้งเดียวที่พบเป็นหนู Sawah
ตัวอย่างเจ้าแห่งหนู ที่มีการศึกษาและรายงานการค้นคว้า

ภาพที่จะเห็นต่อไปนี้เป็น เจ้าแห่งหนูที่ค้นพบในปี 1963 โดยชาวไร่ที่ชื่อว่า P. van Nijnatten ที่เมือง Rucphen ประเทศเนเธอร์แลนด์( Netherlands) ที่ตีพิมพ์รายงานโดย นาย M. Schneider


หนูที่พบมีจำนวน 7 ตัว ถูกดองอยู่ในถาด จะเห็นว่าหางของมันพันกัน


จากการศึกษาพบว่าบริเวณหางของหนู เกิดเป็น เนื้อด้าน( แคลลัส callus ) ขึ้นบริเวณที่หาง ของหนูเหล่านั้นหัก ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ระหว่างที่หางมันติดกัน พวกมันยังคงดำรงณ์ชีวิตอยู่ได้เป็นระยะเวลานาน ก่อนจะเสียชีวิต
ส่วนความเชื่อเรื่องโชคลาง ว่าการพบเจ้าแห่งหนูนั้นจะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น น่าจะมีผลมาจาก การที่บ้านใด เมืองใด มีหนูเป็นจำนวนมาก จน พวกมันอยู่ กินกันอย่างแออัดจนหางพันติดกันได้ ย่อมแสดงว่ามีหนูเป็นจำนวนมาก ที่นั้นย่อมสกปรก และหนูก็เป็นพาหนะ นำโรคร้าย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิด โรคระบาด ตามมา
ความคิดเห็น โดย Admin DEN
ข้อมูลอ้างอิง เจ้าแห่งหนู

อ้างอิงในส่วนเนื้อหา และรูปภาพ


อ้างองในส่วนเนื้อหา และรูปภาพ ที่ค้นพบในเนเธอร์แลนด์

โน๊ตจมูกโต หลบไป เมื่อเจอกับ นาย Mehmet Ozyurek



Nose จมูก เมื่อพูดถึงอวัยวะส่วนนี้ ถามว่านึกถึงอะไรกันบ้าง ก็คงจะต้องตอบว่านึกถึง " หมู ช้าง และก็ โน๊ตอุดม มั้ง " และช้างก็เป็นสัตว์ที่มีจมูกยาวที่สุดในโลก แต่ถ้าเป็นมนุษย์ โน๊ตอุดม นั้นยังต้องชิดซ้าย เลยก็ได้ถ้ามาเจอกับ เขาคนนี้

รายละเอียดเกี่ยวกับ คนจมูก ยาวที่สุดในโลก

  • ชายที่ได้รับการบันทึกว่าเป็น มนุษย์ที่จมูก ยาวที่สุดในโลก (ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) คือ Mehmet Ozyurek ชาวตุรกี
  • เขามีจมูกยาวถึง 8.8 เซ็นติเมตร ดูได้จากรูปจะเห็นว่าจมูกนั้นเด่นออกมาอย่างเห็นได้ได้ชัดเจน
  • มีบางรายงานอ้างว่าสถิติของ Mehmet ถูกทำลายลงด้วย นาย Faizan Agha ชาวเมือง Rawalpindi จากประเทศปากีสถาน(Pakistan) โดยเขามีจมูกยาวถึง 12.19 เซ็นติเมตร (แต่ไม่สามารถหารูปมาให้ชมได้)
  • รูปจั่วหัว คือรูปของนาย Mehmet Ozyurek ชาวตุรกี
คน ที่มี จมูกยาวที่สุดในโลก ที่เคยอุบัติขึ้นบนโลกนี้


ส่วนคนที่จมูกยาว ที่สุดในโลก เท่าที่มีการบันทึกไว้ คือ นาย Thomas Wedders ในช่วงศตวรรษ ที่ 18 เขามีจมูกยาวถึง 19 เซ็นติเมตร ภาพข้างต้นเป็นภาพหุ่นขี้ผึ้งจาก พิพิธภัณฑ์ริบลี่ส์ Believe It or Not!
เออ......มันจะเหมือนอย่างอื่นมากกว่า จมูกนะเนี้ย! สังเกตจากหญิงสาวด้านข้าง ถึงกับ ว้ายกรี๊ด

สัตว์ที่จมูกยาวที่สุดในโลก

แน่นอนสัตว์จมูกยาวที่สุดในโลกย่อมเป็นช้างแน่นอน แต่อันดับ 2 รู้กันหรือเปล่าว่าคือสัตว์ชนิดไหน คำตอบก็คือ ตัวกินมด ครับ ที่ครองอันดับ 2 สัตว์จมูกยาวที่สุดในโลก

ภาพตัวกินมดยักษ์ สัตว์จมูกยาวอันดับ 2 ของโลก

ข้อมูลอ้างอิง คนจมูก ยาวที่สุดในโลก

อ้างอิงในส่วนเนื้อหา


อ้างอิงในส่วนเนื้อหา และรูปภาพ


อ้างอิงภาพของ Thomas Wedders

ลิ้น ยาวที่สุดในโลก



Tongue ลิ้น อวัยวะสุดวิเศษนี้ หากเราขาดมัน ชีวิตนี้คงจืดชืด เนื่องจากจะไม่สามารถทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย คงไม่สามารถพูดคุยได้อย่างสนุกสนานอีกต่อไป ฉะันั้นในเมื่อเรามีอวัยวะที่แสนวิเศษนี้ ก็จงใช้มันทำในสิ่งที่ดีๆ เช่น กินของที่ควรกิน พูดในสิ่งที่ดีๆ กันนะครับ

รายละเอียด หญิงที่ลิ้นยาวที่สุดในโลก

  • เด็กสาวเจ้าของ ลิ้น ที่ ยาวที่สุดในโลก มีชื่อว่า Annika Irmler
  • เอนนิก้า เป็นชาวเมือง Tangstede ใกล้เมือง ฮัมบวร์ก (Hamburg) เยอรมัน
  • เธอมีลิ้นยาวถึง 7 เซ็นติเมตรเมื่อแลบลิ้นออกมา ( ขณะวัย 12 ขวบ )
รายละเอียด ชายที่ลิ้นยาวที่สุดในโลก

ชายที่มีลิ้นยาวที่สุดในโลก คือ นาย Stephen Taylor ชาวแคนนาเดียน เขามีลิ้นยาวถึง 9.4 เซ็นติเมตรเมื่อแลบออกมา ทำให้เขาเป็น มนุษย์ที่ลิ้นยาว ที่สุดในโลก
เห็นด้านข้างยังไม่เท่าไร แต่เห็นด้านหน้าแล้ว Oh my God แลบลิ้นเลียคางได้ งะ

ข้อมูลอ้างอิง คน ลิ้น ยาวที่สุดในโลก ( Longest Tongue )

อ้างอิงในส่วน ชายลิ้นยาวที่สุดในโลก


อ้างอิงในส่วน หญิงลิ้นยาวที่สุดในโลก

มือ ใหญ่ที่สุดในโลก



Hand มือ คืออวัยะที่สำคัญยิ่ง และคงปฏิเสธไม่ได้หากมนุษย์ ปราศจากอวัยวะนี้ วิทยาการต่างๆของมนุษย์ชาติคงไม่เจริญรุ่งเรื่องเช่นนี้ แต่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะได้รับอวัยวะที่สุดยอดนี้มาอย่างสมบูรณ์พร้อม กันทุกคน

รายละเอียดเกี่ยวกับ คน มือใหญ่ที่สุดในโลก

  • ชายผู้เป็นเจ้าของสถิติมือใหญ่ที่สุดในโลกคือ นาย Lui Hua ชาวจีน
  • เขาป่วยเป็นโรคที่เรียกว่า Macrodactyly
  • เมื่อเดือน กรกฏาคม 2007 เขาได้รับการตรวจร่างกายเพื่อเตรียมการรักษา จากโรงพยาบาล Shanghai พบว่า เขามีนิ้วโป้งยาวเกือบ 26 เซ็นติเมตร นิ้วชี้ยาวเกือบ 30 เซ็นติเมตร ซึ่งทำให้เขาเป็น คน มือใหญ่ที่สุดในโลก ไปครอง
  • ในวันที่ 20 กรกฏาคม 2007 เขาได้รับการผ่าตัด และใช้เวลาผ่าตัดถึง 7 ชั่วโมง มีการตัดเนื้อ และกระดูกออกไปเกือบ 5 กิโลกรัม แต่เขาจำเป็นต้องรับการผ่าตัดอีกครั้ง แต่ข่าวเรื่องนี้ไม่เป็นที่เปิดเผย
  • โดยสาเหตุของโรคนั้นเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักนั้นเกิดจากภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema)
คลังรูปภาพ ชายมือใหญ่ที่สุดในโลก


ซูมๆ กันไปดูว่า มือของนาย Lui Hua นั้นใหญ่ขนาดไหน


เป็นภาพในห้องผ่าตัด เมื่อเทียมมือของ Lui Hua กับมือของ หมอ จะเห็นได้ชัดเจนว่าใหญ่กว่ามากมาย และพูดตรงๆว่าถ้าดูรูปนี้รูปเดียว ก็ไม่รู้ว่านี้คือ มือ

ข้อมูลอ้างอิง คนมือ ใหญ่ที่สุดในโลก ( Biggest Hand )



บ้า ชอบ คลั่ง เขียนไดอารี่ มากที่สุดในโลก



Diary ไดอารี่ คือ การเขียนเรื่องราวต่างๆในแต่ละวันลงในสมุดบันทึก แต่จะมีใคร บ้า ชอบ คลั่ง เขียนไดอารี่ ได้เท่า โรเบิร์ต ชีลด์ ( Robert Shields ) อีกหรือไม่ ไม่เชื่อลองอ่านเรื่องราวของเขาดูซิครับ


รายละเอียดเกี่ยวกับ โรเบิร์ต ชีลด์

  • โรเบิร์ต ชีลด์ ( Robert Shields ) เป็น ชาวเมืองเดย์ตั้น( Dayton ) วอชิงตั้น สหรัฐอเมริกา เขา ชื่นชอบ บ้า และคลั่ง การเขียน ไดอารี่เป็นชีวิตจิตใจ
  • ชื่นชอบ ขนาดไหนหรือ ก็ขนาดนี้ไง โรเบิร์ต ใช้เวลาวันละ 4 ชั่วโมงเพื่อเขียน ไดอารี่ ทุกเรื่องราว ที่เกิดกับเขา
  • หลายคนอาจจะสงสัยว่าเขามีอะไรเขียนมากมาย ก็เพราะ โรเบิร์ต เขียนทั้งรายละเอียดทุกอย่าง ไม่ว่าทำอะไรที่ไหน อุณหภูมิร่างกายเท่าไร ความดันเลือดเป็นอย่างไร การกินยา ฉี่ ขี้ ไม่เว้นแม้แต่นอนหลับยังเขียนว่าฝันอะไร
  • ทำให้เขามีเวลานอนเพียงวันละประมาณ 2 ชั่วโมง
  • เขาเริ่มเขียนไดอารี่ตั้งแต่ปี 1972 จนถึงปี 1996 เหตุที่ทำให้โรเบิร์ตหยุดเขียน ไม่ใช่เกิดจาก โรเบิร์ทเบื่อที่จะเขียน แต่เกิดเนื่องจากเขาไม่สามารถเขียนได้ต่างหาก เนื่องจากเขาเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เขาเป็นอัมพาต
  • ประมาณกันว่าไดอารี่ที่เขาเขียนนั้นประกอบไปด้วย คำกว่า 21 ล้านคำ
  • การที่โรเบิร์ต คลั่งการเขียนไดอารี่ขนาดนี้อันเนื่องจากเขาป่วยเป็นโรคเสพติดการเขียน ( Hypergraphia ) จึงทำให้เขาชื่นชอบการเขียน ไดอารี่ เป็นชีวิตจิตใจ ที่สุดในโลก
ภาพนี้คือไดอารี่บางส่วน ของ โรเบิร์ต ในวันที่ 18 เมษายน 1994 ถ้าสังเกตดูเวลาจะเห็นว่าโรเบิร์ตเขียนไดอารี่ ทุก 5 นาที กันทีเดียว

ข้อมูลอ้างอิง บ้า ชอบ คลั่ง เขียนไดอารี่ มากที่สุดในโลก

อ้างอิงในส่วนเนื้อหา


อ้างอิงในส่วนเนื้อหา


อ้างอิงในส่วนเนื้อหา และรูปภาพ

ใส่เสื้อ แยะที่สุดในโลก



Sumo ซูโม่ รูปที่เห็นนี้ไม่ใช่ นักซูโม่ แต่มันคือ ชายหนุ่มที่หาญจะทำสถิติ เป็น ชาย ที่ สวมเสื้อมากที่สุดในโลก ในคราวเดียวกัน


รายละเอียดเกี่ยวกับ คนใส่เสื้อ แยะที่สุดในโลก

  • นาย Dawid Alexander ได้ทำสถิติในการสวมเสื้อ แยะที่สุดในโลก
  • โดยปกติเขามีน้ำหนักตัวประมาณ 95 กิโลกรัม แต่เมื่อเขาทำสถิติเสร็จ เดวิส มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็น 129 กิโลกรัม หรือเท่ากับเขาสวมเสื้อที่มีน้ำหนักรวม 34 กิโลกรัม
  • เขาใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการสวมเสื้อโดยเริ่มจากเสื้อตัวเล็ก ไล่ไปจนถึงตัวใหญ่ถึง Size 8XL
  • เมื่อ เดวิส สวมเสื้อได้ 36 ตัว เขารู้สึกเหมือนใส่เสื้อกันหนาวอยู่
  • เมื่อ เดวิส สวมเสื้อได้ 60 ตัว เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าของสถิติคนเก่าถึงหยุการทำสถิติไว้ที่ 107 ตัว เนื่องจากมันอึดอัด ร้อน คอเหมือนถูกรัด ไม่สามารถขยับไหล่ ข้อศอก
  • เมื่อเขาสวมเสื้อตัวสุดท้าย ตัวที่ 121 เขาต้องใช้เวลาอีก ครึ่งชั่วโมง ผู้ช่วยพร้อมกรรไกร อีก 4 คน ช่วยกันตัดเสื้อเพื่อนำตัวเขาออกมา
  • รูปจั่วหัว คือ รูปของ เดวิส รูปซ้ายคือเสื้อตัวแรกที่เขาสวมใส่ และรูปขวา คือเสื้อตัวที่ 161 ที่เขาสวมใส่
ต่อมาในสถิติของ เดวิส ถูกทำลาย


สถิติของ เดวิส ถูกนาย Andy Coyne(ชายในเสื้อขาว ตรงกลาง) ทำลายลงเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2009 ด้วยการสวมเสื้อมากถึง 228 ตัว ได้ในครั้งเดียว ( ผมว่าสถิตินี้ถ้าแข่งกันไปเรื่อยจะต้องมีคนตาย จากขาดอากาศหายใจเป็นแน่ )

ข้อมูลอ้างอิง ใส่เสื้อ แยะที่สุดในโลก

เปลี่ยนคุณ เป็น คนใหม่ กับ ดวงตา กลมโต
ด้วย คอนแทคเลนส์ บิ๊กอาย จาก Favlens





ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ทำไมต้องไปพึ่งมีดหมอให้เจ็บตัว ในเมื่อมีวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่า
เพียงแค่ คอนแทคเลนส์ บิ๊กอาย 1 คู่ กับ ขนตาปลอม ก็แบ๊ว จนหนุ่มต้องเหลียวหลัง


เราทุกคนมีดวงตาแค่ คู่เดียวอย่าตัดสินใจเลือก คอนแทคเลนส์ บิ๊กอาย เพียงแค่ราคาเพียงอย่างเดียว
Click เลย เพื่อพบกับ คุณคนใหม่

Banksy ถูกบันทึกภาพ ขณะกำลัง ปฏิบัติการจู่โจมสร้างงานศิลป์ ริมถนน



Banksy แบงค์ซี่ คือ 1 ใน เทพแห่งกราฟฟิตี้ ผู้ โด่งดังที่สุดในโลก และ ลึกลับที่สุดในโลก ผู้หนึ่ง ถูกบันทึกภาพได้โดยกล้อง CCTV ของผับที่มีชื่อว่า Primrose Hill pub ขณะกำลังสร้างสรรค์ผลงาน กราฟฟิตี้ ที่มีชื่อว่า " Run for your lives "

รายละเอียดเกี่ยวกับ แบงค์ซี่ ( Banksy )

  • อธิบาย ศัพท์ กราฟฟิตี้ ( Graffity ) คือ งานศิลปะข้างถนน ที่ใช้เทคนิคการพ่นสีสเปร์ บนผนัง
  • อธิบาย ศัพท์ สเทนเซิลลิ่ง ( Stencilling ) คือ เทคนิคการสร้างงานศิลปะ จาก การฉลุลายบนกระดาษ หรือ แผ่นวัสดุ แล้ว พ่นสีผ่านแผ่นฉลุนั้น ให้เกิดเป็นลวดลายตามต้องการ
  • แบงค์ซี่ ( Banksy ) จิตกรข้างถนน ที่ มีชื่อเสียง และลึกลับที่สุดผู้หนึ่งของโลก
  • เชื่อกันว่า แบงค์ซี่ ( Banksy ) เกิดที่เมือง Yate , South Gloucestershire ใกล้ๆ บริสตอล(Bristol) ในประเทศอังกฤษ ในปี 1974 จากการบอกเล่าของเขาเอง ( แต่มันอาจเป็นข้อมูลหลอก เนื่องด้ยอุปนิสัยของเขาที่ไม่เปิดเผยตัว )
  • ทุกครั้งที่มีการพบเห็นเขา เขาจะอยู่ในชุดมิดชิด คลุม Hood หรือ ใส่หมวก และเป็นการพบเห็นโดยบังเอิญ เท่านั้นขณะเขาสร้างผลงาน
  • ผลงานของเขาปรากฏขึ้นครั้งแรกที่เมือง บริสตอล ในช่วงปี 1992 - 1994
  • ในช่วงแรกผลงานของ แบงค์ซี่ ยังเป็นผลงาน กราฟฟิตี้ ที่มีการแซมด้วย สเทนเซิลลิ่ง บ้างเล็กน้อย แต่ การสร้างสรรค์งาน กราฟฟิตี้ แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ทำให้ แบงค์ซี่ เสี่ยงที่จะถูกพบ ถูกจับโดยตำรวจ wowboom
  • ทำให้ช่วงหลังผลงานของ แบงค์ซี่ จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นแนว สเทนเซิลลิ่ง( Stencilling ) โดยการเตรียม ฉลุลายลงกระดาษมาก่อน จาก บ้าน เมื่อมาถึงเป้าหมายก็จะลงมือ ติดกระดาษฉลุลาย แล้วพ่นๆสี เพื่อความรวดเร็วในการสร้างสรรค์ผลงาน
  • แบงค์ซี่ เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายโดยการ หลบซ่อน หลีกเร้น แล้วโจมตีอย่างรวดเร็ว แล้วก็จากไป เหลือไว้แต่ผลงาน
  • ลักษณะผลงานของ แบงค์ซี่ ( Banksy ) จะออกมาในแนวเสียดสีสังคม ด้วยรูปภาพที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่น แฝงด้วยมุขตลกร้าย แฝงนัยยะ ในแนวทาง ต่อต้านสงคราม ต่อต้านทุน จึงทำให้ในภาพของเขามักจะปรากฏรูป หนู ลิง เด็ก คนแก่ ตำรวจ เป็นองค์ประกอบหลักของภาพ
  • ในปี 2010 แบงค์ซี่ได้ออกภาพยนต์แนวสารคดีชีวิตจริงของ ศิลปินใต้ดิน ที่มีชื่อว่า " Exit Through the Gift Shop " ซึ่งทำให้พวกเราเห็นวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน ของ พวกเขา การต้องหลบหนี หลีกเร้นจากการโดนจับกุมตัว จาก ตำรวจ ยาม ระหว่างการสร้างสรรค์ผลงาน
  • แบงค์ซี่ 1 คิง ออฟ กราฟฟิตี้ ที่ โด่งดัง ที่สุดในโลก
คลังภาพผลงาน ของ แบงค์ซี่ ( Banksy )



ภาพผลงาน "Run for your lives" เมื่อแล้วเสร็จ ภายในผับ Primrose Hill pub เมื่อแล้วเสร็จ


ภาพ นกพิราบขาวใส่เสื้อเกราะ ถูก เล็งด้วยปืน บนผนังในเมือง เบธเลเฮม (Bethlehem) เป็นเมืองเล็ก ๆ ในแคว้นยูเดียทางตอนใต้ของอิสราเอลในปัจจุบัน


เป็นภาพใน 1 ใน 9 ผลงาน ของ แบงค์ซี่ ทีสร้างสรรค์ขึ้นในช่วง สิงหาคม 2005 บนกำแพงเวสต์แบงก์ ในอิสราเอล เป็นรูป กำแพงเวสต์แบงก์ที่แตกออก เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใส มีเด็กน้อย ถือกระป๋อง และพลั่วตักทรายเด็กเล่น ยืนอยู่ตรงกลาง หากได้ชมคลิปวีดีโอที่เขาถ่ายไว้ จะเห็นว่าด้านหลังกำแพง มี ทหารถือปืนยืนอยู่ (เสี่ยงโคตร สำหรับบริเวณ เขาอาจถูกสอยได้ทุกเวลา)


เป็นภาพล้อเลียน ภาพยนต์เรื่อง เขย่าชีพจรเกินเดือด ( Pulp Fiction ) ของผู้กำกับ เควนติน ทาแรนติโน(Quentin Tarantino) จากในภาพที่นักแสดงนำ จอห์น ทราโวลตร้า( John Travolta ) และ ซามูเอล แอล. แจ็คสัน( Samuel L. Jackson ) แทนที่จะถือปืน กับ เปลี่ยนเป็นถือกล้วยแทน เพื่อสื่อให้เห็นถึงหยุดใช้ความรุนแรง ภาพนี้อยู่ที่ ถนน Old Street ในกรุงลอนดอน(London) ประเทศอังกฤษ


ภาพนี้ ถ้าดูประกอบข้อความ The mild mild west แบงค์ซี่คงต้องการจะสื่อให้เห็น นี้หรือคือ ความละมุนละม่อม ของ โลกตะวันตก ภาพนี้ปรากฏบนผนังริมถนน Croft street ในเมืองบริสตอล(Bristol)


1 ใน ภาพที่โด่งดังที่สุดของ Banksy เป็นภาพ ชู้ที่ต้องออกมาห้อยแต๋งแต่ง นอกหน้าต่างเมื่อ ผัวเขากลับมา ภาพนี้อยู่ที่เมืองบริสตอล(Bristol)


ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร แบงค์ซี่ก็สามารถ นำผลงานของเขาไปร่วมแสดงได้อย่างลงตัว อย่างน่าอัศจรรย์ใจ อย่างยิ่ง ภาพนี้เป็นภาพรถบดถนน ที่ เหมือนจะวิ่งทับ ตำรวจ จนแบนติดล้อไปเลย


ภาพผลงาน ของ Banksy ที่เป็นรูปของตำรวจกำลังเล็งปืน สไนเปอร์ ด้านหลังเป็น เด็กน้อยมีอาวุธในมือ ถือถุงเป่าลม ที่หมายจะตบให้ ตำรวจ ตกใจ ภาพนี้ปรากฏในเมือง บริสตอล(Bristol)


ภาพนี้ เป็นภาพตำรวจกำลังค้นร่างกายเด็กหญิง (สังเกตไหมว่า ไม่ว่าบ้านไหน เมืองไหน ตำรวจ ก็เก่งแต่คนไม่มีทางสู้ กฎหมายมีไว้บังคับผู้อ่อนแอ เท่านั้น)


ภาพนี้ แสดงให้เห็นว่า แบงค์ซี่ ต่อต้านกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่เข้ามาทำลายร้านค้าโชห่วย ขนาดเล็กจนพังพินาศ (ในภาพเห็นว่าเด็กชักธงที่เป็นถุงของห้าง Tesco ส่วนเด็กคนอื่นก็ยืนทำความเคารพ ) ภาพนี้ปรากฏบนผนังของร้านขายยา Savemain pharmacy ริมถนน Essex Road เมือง Islington


ภาพนี้จะเห็นเด็กน้อยชุดแดง กำลัง กลิ้งสีเป็นข้อความว่า " ONE NATION UNDER CCTV " มุมซ้ายล่างมีตำรวจยืนถ่ายภาพ กับ หมา ซึ่งเหมือนจะสื่อว่า พบเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การเฝ้าดู ของ กล้อง CCTV ทุกหนทุกแห่ง


ภาพนี้เป็น ผลงานที่จัดแสดงในงานผลงาน Barely Legal exhibit ผลงานนี้มีชื่อว่า " Love is in the AIR " เป็นภาพของผู้ประท้วง มีผ้าเช็ดหน้าคาดจมูก ปิดปาก เพื่อป้องกัน Gas น้ำตา ทำท่ากำลังจะขว้าง แต่แทนที่ในมือจะขว้างระเบิดขวด แต่ มันกลับกลายเป็น ช่อดอกไม้
หากเหตุการณ์เมื่อเดือน พฤศภาคม 2553 ทำไมไม่แสดงออกกันอย่างนี้บ้างนะ ผมว่าถ้าผู้ร่วมชุมนุมทุกคน รวมกันขว้างดอกไม้ใส่ทหาร ผลที่ออกมา มันอาจจะเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ ของ เมืองไทย ไปอย่างสิ้นเชิง ในทุกแง่ ทุกมุม ไปตลอดกาลแน่นอน โดยส่วนตัวผมชอบภาพนี้มากมาย


รูปสาวใช้กำลัง หมก ความสกปรกเข้าหลังผนัง ทำไม บ้าน เมือง มันถึงสับสนวุ่นวาย ก็เกิดจาก พวกเราที่มักจะ ซุก ปัญหา กัน แทนที่จะแก้ไขมัน ปล่อยให้มันสะสมรอวัน ระเบิดออกมา จนไม่สามารถแก้ไขได้อีก


ภาพนี้เป็นอีก 1 ผลงานของ Banksy และการนำเสนอผลงานนั้นยิ่งแปลกแหวกแนวอย่างยิ่ง เป็นรูปล้อเลียน แบบภาพเขียนภายในถ้ำ ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ กำลังเข็นรถไป Shopping สัตว์ป่า แบงค์ซี่นำผลงานนี้ไปซุกไว้ใน พิพิธภัณฑ์ The British Museum โดยใช้เทปกาว 2 หน้าติดไว้ที่ด้านหลังของผลงาน แล้วนำติด กับ ผนัง แบงค์ซี่เฝ้ารอ รอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าจะมีใครมาพบผลงานนี้ของเขา จนเหนื่อยใจ จนเขาต้อง Post ข้อความ บน website ส่วนตัวของเขา ถึงเรื่องราวดังกล่าว


เมื่อผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ ทราบเรื่องราวจึงทำการออกค้นหาภายในพิพิธภัณฑ์ จึงพบผลงานของ แบงค์ซี่ แต่ผลงานของเขานั้นล้ำค่าเกินกว่าจะโยนทิ้งลงถังขยะ มันถูกนำไป จัดแสดง อย่างเป็นทางการใน พิพิธภัณฑ์ The British Museum ดังแสดงในภาพ(รูปในกรอบขวามือล่าง)
โดยส่วนตัวต้องยอมรับเขาได้เป็นเพียงจิตกร แต่ เขายังเป็นนักการตลาดที่ยอดเยี่ยมด้วย
หมายเหตุ การตีความรูปภาพของ Banksy ที่ต้องการจะสื่อถึงผู้ชมผลงานของเขานั้น เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของ Admin DEN เนื่องจาก รูปหนึ่งรูปแทนถ้อยคำได้ นับพัน นับหมื่น แล้วเมื่อเพื่อนคิดว่า Banksy ต้องการสื่ออะไรถึงคุณ
ข้อมูลอ้างอิง Banksy







คลังบทความ wowboom

เพื่อนๆ wowboom